คำถามสัมมนาวิชาการ เรื่อง ทำอย่างไรห้องปฏิบัติการจึงจะได้มาตรฐานสากล?
1. การสอบเทียบเครื่องมือต้องคิด uncertainty budget ที่นำมาคิดต้องนำ uncertainty ของ STD มาคิดด้วยหรือไม่ D1
การสอบเทียบเครื่องมือ เช่น กรณีเครื่องมือวัด จะเป็นการเปรียบเทียบค่าที่เครื่องวัดแสดงกับค่ามาตรฐานที่ป้อนแก่เครื่องเครื่องวัดนั้น ค่าความแตกต่างระหว่างค่าที่เครื่องวัดแสดงกับค่ามาตรฐานจะขึ้นกับหลายสาเหตุ (หรือบอกได้ว่า มาจากแหล่งกำเนิดความไม่แน่นอนหลายแหล่ง) ซึ่งค่ามาตรฐานที่ป้อนแก่เครื่องมือวัดที่นำมาสอบเทียบเอง จะมีค่าความไม่แน่นอนที่กำหนดไว้ค่าหนึ่ง และส่งผลโดยตรงต่อการประเมินความแม่นยำของเครื่องมือวัด จึงต้องนำค่าความไม่แน่นอนของค่ามาตรฐานมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการคำนวณค่าความไม่แน่นอนของเครื่องมือวัดดังกล่าว
[to top]
2. เนื่องจาก ด้วย บริษัท เอกกวีเพ้นท์ จำกัด ทำธุรกิจประเภท ผลิตสีทาอาคาร สีอุตสาหกรรม และต้องเกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาก่อสร้างงานโครงการที่ต้องการรับประกันคุณภาพ ทุกครั้งที่บริษัทยื่นเอกสารการรับรองคุณภาพ คุณสมบัติของสินค้า เอกสารรับรองที่ออกโดยสถาบันของไทย ลูกค้าโดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของเอกชนหรือรัฐ จะไม่มีความเชื่อมั่น หรือมั่นใจในมาตรฐาน ( หรือ )ไม่ยอมรับผลการทดสอบวิเคราะห์ D2
เนื่องจากคำถามค่อนข้างกว้างมาก ตอบยาก หากเป็นไปได้ขอให้ช่วยระบุให้ชัดเจนว่า 1. ผู้รับเหมาเป็นใคร ? 2. เอกสารที่ยื่นเป็นเอกสารอะไร? 3. ที่ว่าเป็นสถาบันของไทยหมายถึงใคร ? 4. ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นไม่รับผลวิเคราะห์ เป็น ? 5. ผลวิเคราะห์ได้จาก Lab ที่ได้การรับรองหรือไม่? คำถามเหล่านี้อยากได้ข้อเท็จจริง ปัญหาอาจเกิดมาจากหลายปัจจัย เช่น ความไม่รู้เรื่องมาตรฐาน มีเงื่อนไขข้อกำหนดเฉพาะ หรือไม่รู้เรื่องการรับรอง หรืออื่น ๆ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ขออนุญาต ไม่ตอบเพราะอาจทำให้เกิดความสับสน เท่าที่ทราบปัจจุบัน ห้อง Lab ทดสอบสียังไม่มีผู้ใดได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก.17025 เลย
[to top]
3. พนักงานทุกคนจำเป็นต้องทำ PT หรือไม่ D3
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำว่า PT ก่อน PT คือ Proficiency Testing หมายถึง การทดสอบความชำนาญ โดยหลักการง่าย ๆ คือในนัยของห้องปฏิบัติการเป็นการเปรียบเทียบความชำนาญในการวัดระหว่างบุคคลหรือหน่วยงานตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป อาจเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรามั่นใจว่าเป็นค่าจริง (โดยผ่าน วัสดุอ้างอิงรับรอง CRM หรือวัสดุอื่นใดที่เรารู้ค่า หรือเราเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น สถาบันมาตร-วิทยาฯ เป็นต้น) หรือ เปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่ทำการทดสอบเดียวกัน เพื่อให้รู้ถึงศักยภาพและความสามารถของตน มาตรฐาน มอก.17025 อ้างถึงการทำ PT ไว้หลายแห่งด้วยกัน ตั้งแต่การทำเพื่อพิสูจน์ยืนยันวิธีการทดสอบ (Validation) ทำเพื่อยืนยันการสอบกลับได้ของการวัด Measurement traceability ทำเพื่อการควบคุมคุณภาพการทดสอบและสอบเทียบ Quality Control ทำเพื่อพิสูจน์ยืนยันความสามารถของห้องปฏิบัติการว่าเทียบเท่ากับห้องปฏิบัติการอื่นเพื่อการขอรับการรับรอง Accreditation หรือเพื่อทราบความสามารถของบุคลากรภายในห้องปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถยิ่งขึ้น เป็นต้น ดังที่มาตรฐานอ้างถึงเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าการทำ PT จะมากน้อยหรือครอบคลุมเพียงใดห้องปฏิบัติการจะต้องเป็นผู้พิจารณาเองว่า มีวัตถุประสงค์ใด และจำเป็นมากน้อยแค่ไหน
[to top]
4. ค่า uncertainty กับค่า error ต่างกันอย่างไร D4
คำว่า ความคลาดเคลื่อน (error) กับคำว่า ความไม่แน่นอน (uncertainty) ทั้งสองคำนี้แตกต่างโดยคำว่า ความคลาดเคลื่อน (error) แสดงแนวคิดเชิงอุดมคติ เป็น ความแตกต่างระหว่างค่าที่วัดได้กับค่าจริงที่ต้องการทราบ (จึงได้ทำการวัด) โดยนิยาม ความคลาดเคลื่อน ว่า มีค่าเท่ากับค่าที่วัดได้ลบด้วยค่าจริงของปริมาณนั้น (measurand) ถึงแม้ว่า ค่าจริงของปริมาณเป็นสิ่งที่ต้องการรู้ แต่ไม่มีทางรู้ค่าที่แน่นอนได้ ดังนั้นจากนิยามจึงไม่มีทางรู้ค่าความคลาดเคลื่อนด้วยเช่นกัน ขณะที่ความไม่แน่นอนจะเป็นค่าที่มาจากการหาหรือคำนวณด้วย วิธีที่กำหนดชัดเจนและแสดงร่วมกับค่าที่วัดได้เพื่อบอกถึงขอบเขตที่ค่าจริงอยู่ภายใน ขอบเขตดังกล่าวจะกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับค่าระดับความเชื่อมั่นที่กำหนด
[to top]
5. อยากให้ช่วยแนะนำเรื่องการวางแผนระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดทำระบบห้องปฏิบัติการ ควรกำหนดมาก/น้อยเพียงใด (1,2,3,...ปี) จึงจะเหมาะสมกับแต่ละองค์กรและเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึง Match กับช่วงเวลาทำระบบมีอะไรบ้าง D5
แผนการจัดทำระบบ ทั่วไปก็เริ่มจากการ 1. ทำความเข้าใจมาตรฐานข้อกำหนด 2. เปรียบเทียบระหว่างข้อกำหนดกับระบบที่เป็นอยู่ เพื่อหาความแตกต่าง 3. เติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป 4. ตรวจสอบยืนยันระบบ 5. ยื่นขอสมอ. รับการตรวจสอบจากภายนอก (เฉพาะกระบวนการรับรองใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 เดือน) สำหรับ คำถามการจัดทำระบบนี้ผมตอบยาก เพราะการจัดทำระบบจะขึ้นอยู่กับศักยภาพและสำหรับ คำถามการจัดทำระบบนี้ผมมีความพร้อมเพียงใด เท่าที่มีประสบการณ์มา พบว่า ทั่วไปมักใช้เวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป บางแห่งใช้เวลานานมากถึง 10 ปีก็มี และเงื่อนไขที่สำคัญของการจัดทำระบบที่สำคัญมี ดังนี้ 1. ความสามารถในการจัดการของผู้จัดการคุณภาพ 2. ความรู้ทางวิชาการของผู้จัดการวิชาการ 3. ความร่วมมือและความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ทุกคน 4. การสนับสนุนจากผู้บริหารสูงสุดที่จริงจัง เหล่านี้คือปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ไม่ยาก ด้วยปัจจัยทั้ง 4 จะสามารถแก้ปัญหาได้หมด ผมขออนุญาตตอบแค่นี้นะครับ หากต้องการทราบรายละเอียดมากกว่านี้ จะหารือกับผมผ่านสมาคมได้ตลอดเวลา ยินดีที่จะให้ความกระจ่างทุกปัญหา และท้ายสุดขอขอบคุณกับคำถามและความร่วมมือที่ท่านให้กับสมาคม ขอบคุณครับ ญาณพัฒน์ อู่ทองทรัพย์ กรรมการวิชาการ สมาคมมาตรฯ
[to top]
6. สมาคมทางด้านการทดสอบ , สมาคมทางด้านสอบเทียบ สามารถติดต่อได้อย่างไร D6
สมาคมห้องปฏิบัติการสอบเทียบแห่งประเทศไทย Calibration Laboratory Association of Thailand 781/57 ถนน ประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 โทร: 66 2690 5500 มือถือ : 081-836-2260 แฟกซ์ : 66 2690 5509 E-mail: info@calt.or.th Website: http://www.clat.or.th/ ชัชพล จิโรจจาตุรนต์ Chatchapol jirojjaturonn นายกสมาคม [to top]
คำถามเกี่ยวกับมาตรวิทยา ความสอบกลับได้ ความไม่แน่นอน ที่พบบ่อย
1. มาตรวิทยาคืออะไร? A1
มาตรวิทยาคือ ศาสตร์แห่งการวัด หรือวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของการวัด ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดก็ตาม เป็นการวัดที่รวมเอาทั้งทฤษฎี และทุกมิติของการปฏิบัติมาประยุกต์ใช่ เพื่อให้สามารถวัดได้ อย่างถูกต้องตามต้องการ และสามารถรายงานค่าของผลการวัดได้ โดยการรายงานนั้น ได้รวมเอาการประเมิน ความไม่แน่นอนของการวัดไว้ด้วย (พจนานุกรมระหว่างประเทศของคำศัพท์พื้นฐาน และคำศัพท์ทั่วไปในมาตรวิทยา) (International vocabulary of basic and general terms in Metrology)
มาตรวิทยา ครอบคลุม 3 กิจกรรมหลัก การกำหนดนิยามของหน่วยวัด (Definition) การทำนิยามให้เป็นจริง (Realization) การสถาปนาห่วงโซ่ความสามารถสอบกลับได้ (Traceability)
[to top]
2. ความสามารถสอบกลับได้คืออะไร? A2
พจนานุกรมระหว่างประเทศของคำศัพท์พื้นฐานและคำศัพท์ทั่วไปในมาตรวิทยา (VIM) ให้ความหมายของความสอบกลับได้ไว้ว่า
สมบัติของผลการวัดที่สามารถโยงไปกับมาตรฐานแห่งชาติที่เป็นที่ยอมรับโดยการเปรียบเทียบกันอย่างไม่ขาดช่วงเป็นลูกโซ่ และจะต้องรายงานค่าความไม่แน่นอนของการวัดไว้ด้วย ดังนั้นความสามารถสอบกลับได้จึงเป็นการส่ง่ต่อหน่วยวัดตามนิยาม SI จากจุดเริ่มต้นจนถึงผู้ใช้งานความสามารถสอบกลับได้ของผลการวัดจึงต้องได้รับการถ่ายทอดผ่านห้องปฏิบัติการสอบเทียบหลายระดับจนกว่าจะถึงผู้ใช้งาน ซึ่งถ้าพิจารณาจากความหมายของความสามารถสอบกลับได้ จะเห็นว่ามีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่จะทำให้เกิดห่วงโซ่ของการเปรียบเทียบโดยไม่ขาดขั้นตอนได้
ผลการวัดจะไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถโยงหรืออ้างอิงสู่มาตรฐานแห่งชาติ คุณสมบัติดังกล่าวของผลการวัด เรียกว่า ความสามารถสอบกลับได้ ข้อที่สังเกตได้เป็นสิ่งแรกคือเฉพาะผลการวัดหรือค่าของมาตรฐานเท่านั้นที่สามารถสอบกลับได้ [to top]
3. การสอบเทียบคืออะไร? A3
การสอบเทียบ ชุดของการดำเนินการเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่ชี้บอกโดยเครื่องมือวัด หรือระบบการวัด หรือค่าที่แสดงโดยเครื่องวัดที่เป็นวัสดุกับค่าสมนัยที่รู้ของปริมาณที่วัดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ การตัดสินและทำเอกสารแสดงความบ่ายเบนของค่าชี้บอกของเครื่องมือวัดหรือค่าที่ระบุของวัสดุวัดจากค่าจริงที่ยอมรับร่วมกันของปริมาณที่ถูกวัด ค่าจริงที่ยอมรับร่วมกันคือค่าจริงที่มีความไม่แน่นอนของการวัดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งในที่นี้คือค่ามาตรฐานที่สามารถสอบกลับได้สู่มาตรฐานแห่งชาติ หรือมาตรฐานระหว่างชาติ
การสอบเทียบ ประกอบด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้ - ตัดสินความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่ชี้บอกของเครื่องมือวัดกับค่ามาตรฐาน ภายใต้สภาวะที่กำหนด และ ณ วัน เวลาที่ระบุ - ออกใบรายงานผลการสอบเที่ยบที่รายงานทั้งค่าความบ่ายเบน หรือค่าแก้พร้อมกับความไม่แน่นอนของการวัด
หมายเหตุ
1. ผลของการสอบเทียบทำให้สามารถประมาณค่าความคลาดเคลื่อนของค่าชี้บอกของเครื่องมือวัด ระบบการวัดหรือวัสดุวัด หรือสามารถกำหนดค่าของขีดบนสเกลที่ทำขึ้น 2. การสอบเทียบอาจใช้ประเมินคุณสมบัติอื่นๆของมาตรวิทยาได้ 3. ผลของการสอบเทียบอาจนำไปบันทึกไว้ในเอกสารซึ่งบางครั้งเรียกว่า ใบรับรองการสอบเทียบหรือใบรายงานผลการสอบเทียบ 4. ผลของการสอบเทียบบางครั้งแสดงในรูปของปัจจัยการสอบเทียบหรือชุดของปัจจัยการสอบเทียบในรูปแบบกราฟของการสอบเทียบ
[to top]
4. ทำไมเราจึงทำการสอบเทียบ? A4
หลังจากที่ได้พิจารณาถึงหลักการของความสอบกลับได้ไปแล้ว เรามาดูถึงผลที่ตามมาของการพิจารณานี้ต่อการสอบเทียบของเรา การสอบเทียบบ่อยครั้งมักทำโดยปราศจากเหตุผลทางด้านวิชาการเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลการวัดที่ได้จากการสอบเทียบและผลของความไม่แน่นอนของการสอบเทียบที่ได้ แย่ยิ่งไปกว่านั้นในบางครั้งการสอบเทียบทำตามที่ผู้ตรวจประเมินต้องการ ซึ่งแนวทางนี้ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการสอบเทียบบางเรื่องสูงมากเกินจำเป็นในขณะที่ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงในบางเรื่องภายใต้สภาวะการสอบเทียบ
ในเนื้อหาส่วนนี้มีสมมุติฐานว่าผู้อ่านมีความคุ้นเคยกับมาตรฐาน ISO Guide to Expression of Uncertainty Measurement (GUM) ข้อแนะนำสำหรับการแสดงค่าความไม่แน่นอนของการวัด (GUM) ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับระหว่างประเทศสำหรับการแสดงค่าความไม่แน่นอนของการวัด ทำให้ไม่ต้องลงรายละเอียดมากเรื่องการหาตัวร่วมของค่าความไม่แน่นอนแต่ละตัวและผลรวมของตัวร่วมเหล่านั้น สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการต่างๆที่นำมาใช้ในประเด็นนี้นั้นให้ดูได้ที่ ISO/TR 14253-2 ซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO 213 (ISO Technical Committee 213)
เนื้อหาส่วนนี้เน้นถึงการพิจารณาข้อสรุปที่สามารถสรุปได้จากรายการความไม่แน่นอนตาม ระบบการยืนยันของมาตรวิทยา "Metrological Confirmation System" หรือระบบการสอบเทียบที่ใช้เพื่อคงความสามารถสอบกลับได้ และความสามารถในการกำหนดสมมุติฐานในส่วนต่างๆ ของการรายการความไม่แน่นอนต่างๆ ระบบนี้อาจมีการควบคุมองค์ประกอบสากลโดยห้องปฏิบัติการแห่งชาติหรือหน่วยงานที่เทียบเท่าในประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกันกับองค์ประกอบที่คงไว้ในแต่ละบริษัท ในระดับกลยุทธ์ของบริษัทหลักการเหล่านี้สามารถใช้พิจารณาว่าความสามารถใดมีความสำคัญและมีคุณค่าต่อบริษัท
ในระดับยุทธศาสตร์(ของชาติหรือระหว่างประเทศ)หลักการเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาว่าความสามารถใดมีความสำคัญต่อเราในฐานะของชาติหรือสังคมโลก [to top]
5. ความไม่แน่นอนของการวัดคืออะไร ? A5
ความไม่แน่แนนของการวัด หมายถึง พารามิเตอร์ที่ร่วมมากับผลของการวัด ที่บอกลักษณะการกระจายของค่า ซึ่งสามารถอ้างได้อย่างสมเหตุสมผลว่าเป็นของปริมาณที่ถูกวัดนั้น
ผมเคยไม่แน่ใจแต่ตอนนี้ผมไม่มั่นใจ โดยทั่วไปการใช้คำว่าความไม่แน่นอน ไม่ทำให้เกิดความมั่นใจ อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาใช้ในความหมายทางวิชาการ เช่นใน ความไม่แน่นอนของการวัด หรือ ความไม่แน่นอนของผลการทดสอบ ความไม่แน่นอนนี้มีความหมายเฉพาะ ความไม่แน่นอนเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลของการวัด (เช่น การสอบเทียบ หรือ การทดสอบ) ซึ่งกำหนดพิสัยของค่าที่โดยหลักการแล้วเกี่ยวกับคุณภาพของการวัด เมื่อความไม่แน่นอนนี้ได้รับการประเมินและรายงานในรูปแบบที่กำหนดจะบอกถึงระดับความเชื่อมั่นที่ค่านั้นจริงๆแล้วอยู่ในพิสัยที่กำหนด โดยระบุเป็นช่วงของความไม่แน่นอน [to top]
6. ความไม่แน่นอนของการวัดเกิดจากอะไร? A6
ทุกการวัดมีโอกาสที่จะมีความบกพร่อง ข้อบกพร่องนี้อาจมีสาเหตุมาจากผลกระทบแบบสุ่ม เช่น การเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของอุณหภูมิ ความชื้นและความดันอากาศในช่วงเวลาสั้นๆ ความแตกต่างของการทำการวัดของผู้วัด การวัดซ้ำจะแสดงให้เห็นการความต่างที่เกิดเนื่องจากผลกระทบแบบสุ่มนี้ ความบกพร่องอื่นๆเกิดจากข้อจำกัดของการปฏิบัติซึ่งสามารถทำการปรับแก้ได้สำหรับผลกระทบแบบระบบ เช่น การชดเชยของเครื่องมือวัด การเปลี่ยนแปลงของลักษณะต่างๆระหว่าง การสอบเทียบ ความลำเอียงของบุคลากรในการอ่านค่าสเกลแบบเข็ม หรือความไม่แน่นอนของค่าของมาตรฐานอ้างอิง [to top]
7. ทำไมความไม่แน่นอนของการวัดจึงมีความสำคัญ? A7
ความไม่แน่นอนเป็นตัวบ่งชี้เชิงปริมาณของคุณภาพของผล เป็นการให้คำตอบสำหรับคำถามที่ว่าผลที่เป็นตัวแทนของคุณค่าของปริมาณที่ทำการวัดได้ดีเพียงใด ทำให้ผู้ใช้งานผลนั้นทราบถึงความเชื่อถือได้ของผล เช่น สำหรับวัตถุประสงค์ในการเปรียบเทียบผลจากแหล่งต่างๆหรือเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน ความเชื่อมั่นในการเปรียบเทียบได้ของผลสามารถช่วยลดกำแพงการค้า
ผลมักจะถูกเปรียบเทียบ กับค่าขอบเขตที่ระบุในข้อกำหนด หรือกฎเกณฑ์ ในกรณีนี้ความรู้เกี่ยวกับความไม่แน่นอน แสดงให้เห็นว่าผลอยู่ในขอบเขต ที่ยอมรับได้ดีเพียงใดหรือเพียงแค่อยู่ในเขตพอดีเท่านั้น ในบางครั้งผลก็ใกล้กับขีดจำกัดเสียจนเกิดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการมีโอกาสที่คุณสมบัติที่ถูกวัดอาจไม่อยู่ในขอบเขตจำกัดที่กำหนด เมื่อนำค่าความไม่แน่นอนมาใช้ต้องพิจารณาด้วย
สมมุติว่าลูกค้าทำการทดสอบที่เหมือนกันโดยใช้ห้องปฏิบัติการมากกว่าหนึ่งแห่งซึ่งอาจทำโดยตัวอย่างเดียวกัน ส่วนมากมักเป็นสิ่งที่ลูกค้าพิจารณาว่าเป็นตัวอย่างที่เหมือนกันของผลิตภัณฑ์เดียวกัน เราจะคาดหวังได้หรือไม่ว่าแต่ละห้องปฏิบัติการจะให้ผลที่เหมือนกัน เราอาจตอบได้ว่าแค่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดแต่เมื่อผลที่ได้มีค่าใกล้กับขอบเขตของข้อกำหนดอาจเป็นไปได้ว่าห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งบ่งชี้ว่าไม่ผ่านข้อกำหนดในขณะที่อีกหนึ่งแห่งบอกว่าผ่าน เป็นครั้งคราวที่หน่วยงานรับรองมาตรฐานต้องตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความแตกต่างนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากสำหรับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในหลายกรณีสามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าลูกค้าทราบค่าความไม่แน่นอนของผล [to top]
8. ได้มีการจัดการความไม่แน่นอนทางด้านการวัดอย่างไร? A8
มาตรฐาน ISO/IEC 17025:2005 (ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ) ระบุข้อกำหนดสำหรับการรายงานและการประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัด ปัญหาที่พบจากข้อกำหนดเหล่านี้มีตั้งแต่เป็นธรรมชาติถึงรุนแรงขึ้นอยู่กับวิชาการด้านที่เกี่ยวข้องและการวัดนั้นเป็นการสอบเทียบหรือการทดสอบ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะของการสอบเทียบ ได้แก่
1. สามารถทำการวัดซ้ำได้ 2. มีค่าความไม่แน่นอนของเครื่องมืออ้างอิงมาตรฐานทุกขั้นตอนตลอดสายของการสอบเทียบโดยเริ่มจาก มาตรฐานแห่งชาติ และ 3. ลูกค้าทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องระบุค่าของความไม่แน่นอนเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือเป็นไปตามข้อกำหนด
สิ่งที่เป็นผลตามมาก็คือ ห้องปฏิบัติการต้องประเมินและรายงานค่าความไม่แน่นอน การประเมินค่าความไม่แน่นอนของห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองขึ้นอยู่กับการตรวจประเมินโดยหน่วยงานที่ให้การรับรองและระบุไว้ในใบรับรองการสอบเทียบที่ออกให้โดยห้องปฏิบัติการ
ในสถานการณ์ที่การทดสอบไม่ได้รับการออกแบบที่ดีต้องเผชิญกับความยากลำบากเฉพาะอย่าง ตัวอย่างเช่นในการทดสอบที่ทำลายตัวอย่าง โอกาสที่จะทำการทดสอบซ้ำถูกจำกัดโดยการที่ต้องใช้อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากและด้วยค่าความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความแตกต่างกันของตัวอย่าง ถึงแม้ว่าการทดสอบซ้ำจะเป็นไปได้ในทางวิชาการการกระทำนั้นอาจไม่คุ้มค่า ในบางกรณีมาตรฐานอาจระบุการทดสอบไม่ดีเพียงพอ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดความไม่คงที่ของการดำเนินการซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความไม่แน่นอน ในหลายการทดสอบจะมีองค์ประกอบของความไม่แน่นอนซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการประเมินโดยอ้างอิงจากข้อมูลก่อนหน้าและประสบการณ์ นอกเหนือไปจากการประเมินจากใบรับรองการสอบเทียบและข้อกำหนดของผู้ผลิต [to top]
9. ใครเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ระหว่างประเทศและการรับรองมาตรฐาน? A9
หน่วยงานรับรองมาตรฐานมีหน้าที่ให้ความมั่นใจว่าห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองเป็นไปตามข้อกำหนดของ ISO 17025 มาตรฐานนี้ต้องการวิธีการวิเคราะห์ที่เหมาะสมสำหรับใช้ประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัด วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่ใช้แนวทางของข้อแนะนำในการบ่งชี้ความไม่แน่นอนของการวัดซึ่งประกาศโดย ISO และได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านวิชาการระหว่างประเทศที่สำคัญ เป็นเอกสารที่ได้รับความเชื่อถือและประชาคมการรับรองระหว่างประเทศได้นำหลักการมาใช้ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ เช่น EURACHEM/CITAC ได้ออกข้อแนะนำที่ง่ายและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นโดยยึดหลักของข้อแนะนำเหล่านี้
หน่วยงานรับรองมาตรฐานมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำข้อกำหนดไปใช้สำหรับการบ่งชี้ค่าความไม่แน่นอนของการวัดผ่านทางองค์กรต่างๆ เช่น สมาคมการรับรองมาตรฐานของทวีปยุโรป (EA) และ สมาคมการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการระหว่างประเทศ (ILAC) [to top]
10. ประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัดได้อย่างไร? A10
ความไม่แน่นอนของการวัดเป็นผลของผลกระทบแบบสุ่มที่สังเกตไม่ได้และจำกัดที่การปรับแก้สำหรับผลกระทบแบบระบบดังนั้นจึงระบุเป็นปริมาณ เช่น ช่วงของผล ซึ่งประเมินจากการรวมองค์ประกอบของความไม่แน่นอนจำนวนหนึ่ง องค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการกำหนดปริมาณจากการประเมินจากผลของการวัดซ้ำหลายๆครั้ง หรือประเมินจากข้อมูลที่บันทึกไว้ การวัดก่อนหน้า ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือ และประสบการณ์ในการวัด ในแทบทุกกรณีผลของการวัดซ้ำมีการกระจายจากค่ากลางเป็นกราฟรูประฆังหรือการกระจายแบบปกติที่ คุ้นเคย ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการที่ค่าจะอยู่ใกล้กับค่ากลางมากกว่าค่าสูงหรือต่ำสุด การประเมินจากการวัดซ้ำทำได้ โดยการใช้สูตรคณิตศาสตร์ที่ค่อนข้างง่ายซึ่งได้มาจากทฤษฎีทางสถิติและตัวแปรที่ใช้ในการหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน องค์ประกอบของความไม่แน่นอนถูกกำหนดปริมาณโดยวิธีอื่นนอกเหนือจากการวัดซ้ำ เช่น แสดงโดยค่าการเบี่ยงเบนมาตรฐาน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการกระจายแบบปกติในทุกกรณี เช่น เป็นไปได้ที่เพียงจะประเมินค่าของปริมาณที่อยู่ในขอบเขต (เกณฑ์ขั้นสูงและขั้นต่ำ)
ในกรณีนี้มีความเป็นไปได้เท่าๆกันที่ค่าจะอยู่ที่ตำแหน่งใดก็ได้ในขอบเขตนั้น เรียกการกระจายแบบนี้ว่าการกระจายแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการแจกแจงทางคณิตศาสตร์แบบง่ายที่ใช้ประเมินค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการกระจายนี้และรวมถึงการกระจายแบบอื่นอีกจำนวนหนึ่งซึ่งพบในการวัด การกระจายที่น่าสนใจซึ่งพบได้ในบางครั้ง เช่น ในการวัด EMC จะมีการกระจายแบบรูปตัวยู วิธีการในการรวมองค์ประกอบของความไม่แน่นอนมีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้ค่าที่แท้จริงมากกว่าการรวมความไม่แน่นอนแบบมองถึงผลเสีย ซึ่งโดยปกติเป็นการนำผลรวมของค่าที่ได้จากการยกกำลังสองของแต่ละองค์ประกอบมาถอดรากที่สอง (วิธีการถอดรากของผลรวมกำลังสอง) การรวมค่าความไม่แน่นอนของมาตรฐานอาจรายงานตามตำแหน่งของค่า (ระดับหนึ่งของการเบี่ยงเบนมาตรฐาน) หรือโดยทั่วไป จะรายงานช่วงขยายของความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นผลรวมของค่าความไม่แน่นอนของมาตรฐานคูณด้วยสิ่งที่รู้จักกันว่า ค่าปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (coverage factor) ยิ่งมีค่าปัจจัยนี้มากขึ้นจะมีช่วงของค่าความไม่แน่นอนกว้างขึ้นและสิ่งที่ตามมาคือระดับของความเชื่อมั่นซึ่งค่าอยู่ในช่วงนั้นสูงขึ้น สำหรับระดับความเชื่อมั่นที่ประมาณ 95% ค่าcoverage factor 2 ถูกนำมาใช้ เมื่อรายงานค่าความไม่แน่นอน จึงมีความสำคัญที่จะต้องบ่งชี้ค่า coverage factor หรือระบุระดับของความเชื่อมั่นหรือทั้งสองอย่าง [to top]
11. การปฏิบัติการที่ดีที่คืออะไร ? A11
ข้อแนะนำที่ระบุส่วนนี้ยังคงมีความจำเป็นในหลายสาขาเพื่อที่จะทำให้ห้องปฏิบัติการสามารถประเมินค่าความไม่แน่นอนได้อย่างคงที่ ห้องปฏิบัติการได้รับการสนับสนุนให้ประเมินค่าความไม่แน่นอนถึงแม้ว่าไม่จำเป็นต้องรายงาน ห้องปฏิบัติการสามารถประเมินคุณภาพของผลของตนและทราบว่าผลมีค่าใกล้กับขอบเขตที่กำหนดใดหรือไม่ กระบวนการประเมินเน้นประเด็นของการทดสอบหรือการสอบเทียบที่ทำให้เกิดองค์ประกอบของความไม่แน่นอนที่มากที่สุด จึงเป็นการระบุจุดที่จะได้เป็นประโยชน์จากการปรับปรุง ในทางกลับกันจะทำให้เห็นว่าส่วนประกอบของความไม่แน่นอนขนาดใหญ่สามารถยอมรับได้ในบางแหล่งกำเนิดโดยไม่มีผลกระทบที่สำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของช่วงทั้งหมด ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะใช้เครื่องมือที่ถูกกว่าและมีความไวน้อยกว่า หรือพิจารณาขยายช่วงของการสอบเทียบได้
การประเมินค่าความไม่แน่นอนทำได้ดีที่สุดโดยบุคลากรที่มีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับการทดสอบหรือการสอบเทียบ และเข้าใจถึงข้อจำกัดของเครื่องมือวัด และผลกระทบของปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะแวดล้อม ควรมีการเก็บบันทึกข้อมูลซึ่งระบุสมมุติฐานที่ได้ทำไว้ เช่น เกี่ยวกับการกระจายตัวแบบต่างๆที่กล่าวถึงข้างต้น รวมทั้งแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินองค์ประกอบของค่าความไม่แน่นอน เช่น ใบรับรองการสอบเทียบ ข้อมูลก่อนหน้า และประสบการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของวัสดุที่เกี่ยวข้อง [to top]
12. การระบุการเป็นไปตามข้อกำหนด ผลกระทบของความไม่แน่นอนการระบุการเป็นไปตามข้อกำหนด ผลกระทบของ ความไม่แน่นอน? A12
ส่วนนี้เป็นส่วนที่ยากและสิ่งที่จะรายงานต้องพิจารณาในเนื้อหาของความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องพิจารณาถึงผลที่อาจตามมาและความเสี่ยงที่เกี่ยวกับผลที่มีค่าใกล้เคียงกับขอบเขตที่กำหนด ความไม่แน่นอนอาจทำให้เกิดความสงสัยขึ้นเกี่ยวกับความเชื่อถือได้ของการแจ้งผ่านและไม่ผ่าน เมื่อไม่ได้นำความไม่แน่นอนมาพิจารณาทำให้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะผ่านสิ่งที่ไม่ผ่านข้อกำหนดและไม่ผ่านสิ่งที่ผ่านข้อกำหนด ค่าความไม่แน่นอนที่ต่ำได้จากการใช้เครื่องมือที่ดีกว่า การควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า และทำให้มั่นใจในความสม่ำเสมอของการดำเนินการทดสอบ
สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจเป็นการสมควรที่ผู้ใช้จะทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการเป็นไปตามข้อกำหนด ขึ้นอยู่กับว่าผลอยู่ในขอบเขตที่กำหนดโดยไม่มีส่วนที่กำหนดไว้สำหรับความไม่แน่นอน มักเรียกสิ่งนี้ว่าความเสี่ยงร่วม เมื่อผู้ใช้ขั้นสุดท้ายรับความเสี่ยงบางส่วนที่ผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด การนำความเสี่ยงไปใช้อาจแตกต่างกันอย่างมาก ความเสี่ยงร่วมอาจยอมรับได้การดำเนินการที่ไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยที่สำคัญ เช่นคุณลักษณะ EMC ของวิทยุหรือโทรทัศน์ที่ใช้ในบ้าน อย่างไรก็ตามเมื่อทำการทดสอบเครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือส่วนประกอบของสิ่งที่ใช้เพื่อการบิน ผู้ใช้อาจต้องการให้ไม่ยอมรับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์เลย และจำเป็นที่จะต้องนำความไม่แน่นอนมาพิจารณา ประเด็นที่สำคัญของความเสี่ยงร่วมคือหน่วยต่างๆที่เกี่ยวข้องตกลงร่วมกันเกี่ยวกับความไม่แน่นอนที่ยอมรับได้ ถ้าไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อโต้แย้งขึ้นภายหลัง [to top]
13. สรุป ? A13
ความไม่แน่นอนเป็นส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการวัดใดๆ และความไม่แน่นอนเริ่มมีความสำคัญเมื่อผลมีค่าใกล้กับขอบเขตที่กำหนด การประเมินค่าความไม่แน่นอนที่ดีเป็นการดำเนินการที่ดีในวิชาชีพ และสามารถให้ข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับคุณภาพและความเชื่อถือได้ของผลแก่ห้องปฏิบัติการและลูกค้า ถึงแม้ว่าการดำเนินการสอบเทียบทั่วไปมีการแสดงค่าความไม่แน่นอนในการทดสอบแต่มีการดำเนินการเพิ่มมากขึ้นในส่วนนี้และในปัจจุบันนี้การแจ้งค่าความไม่แน่นอนจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเป็นปกติ [to top]
คำถามเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025 ที่พบบ่อย
1. ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) หมายถึงอะไร ? B1
ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) หมายถึง หน่วยงานที่ทำการสอบเทียบและ/หรือทดสอบ 1. ในกรณีที่ห้องปฏิบัติการเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีกิจกรรมอื่น นอกเหนือจากการสอบเทียบและทดสอบ คำว่า ห้องปฏิบัติการ จะหมายความถึง ส่วนขององค์การที่เกี่ยวกับกระบวนการสอบเทียบและทดสอบเท่านั้น
2. ในที่นี้คำว่า ห้องปฏิบัติการ หมายถึง หน่วยงานที่ทำการสอบเทียบหรือทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
ห้องปฏิบัติการถาวร
ห้องปฏิบัติการชั่วคราว (Temporary Facility)
ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Facility)
ห้องปฏิบัติการทดสอบ (Testing Laboratory) หมายถึง ห้องปฏิบัติการที่ทำการทดสอบ (ISO/IEC Guide 2-12.4)
ห้องปฏิบัติการสอบเทียบ (Calibration Laboratory) หมายถึง ห้องปฏิบัติการที่ทำการสอบเทียบ
[to top]
2. มาตรฐาน ISO 17025 คืออะไร ? B2
มาตรฐาน ISO 17025 เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ (กำหนดโดยองค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศ) ซึ่งระบุข้อกำหนดทั่วไป สำหรับความสามารถ ในการที่จะทำการทดสอบและ/หรือสอบเทียบ ประกอบด้วยข้อกำหนดด้านการบริหาร 15 ข้อ และข้อกำหนดด้านวิชาการ 10 ข้อ ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นแนวทางให้ห้องปฏิบัติการทราบว่า จะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้รับการรับรอง [to top]
3. มาตรฐาน ISO 17025 ใช้ได้กับอะไรบ้าง ? B3
มาตรฐาน ISO 17025 ใช้ได้กับทุกองค์กร ที่ทำการทดสอบและ/หรือสอบเทียบ ใช้ได้กับทุกห้องปฏิบัติการ ที่อ้างอิงมาตรฐานระหว่างประเทศนี้ โดยไม่จำกัดจำนวนบุคลากร หรือขนาดของขอบข่ายของกิจกรรม การทดสอบและ/หรือสอบเทียบ [to top]
4. มาตรฐาน ISO 17025 เริ่มขึ้นเมื่อใด ? B4
มาตรฐาน ISO 17025 กำหนดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2542 เพื่อใช้แทนมาตรฐาน ISO Guide 25 มาตรฐาน ISO 17025 ได้รับการทบทวนและออกฉบับใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2548 [to top]
5. ทำไม ISO Guide 25 จึงถูกแทนที่ด้วย ISO 17025 ? B5
มาตรฐาน ISO Guide 25 เป็นเอกสารของISOที่ได้นำมาใช้อย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่มีข้อกำหนดด้านการบริหารครบทุกข้อ ตามที่กำหนดในISO 9001 ISO 17025 ได้รวบรวมข้อกำหนดทุกข้อของ ISO 9001 [to top]
6. ทำไม ISO 17025 ได้รับการทบทวนและออกฉบับใหม่ในเดือน พฤษภาคม 2548 ? B6
ISO 9001 ได้รับการทบทวนและออกฉบับใหม่ในปีพ.ศ.2543 ปัจจุบัน ISO 17025:2005 ได้รวมถึงข้อกำหนดด้านการบริหารทุกข้อที่ระบุในมาตรฐาน ISO 9001:2000 ฉบับใหม่ [to top]
7. ในการเลือกห้องปฏิบัติการจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง ? B7
ในการเลือกห้องปฏิบัติการ ที่สามารถตอบสนองความต้องการ ด้านการทดสอบ การสอบเทียบและการวัดนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องมั่นใจว่า ห้องปฏิบัติการนั้นสามารถให้ผลที่มีความถูกต้อง และเชื่อถือได้ ความสามารถด้านวิชาการของห้องปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้ - คุณสมบัติ การฝึกอบรม และประสบการณ์ของบุคลากร - เครื่องมือที่เหมาะสม ซึ่งได้รับการสอบเทียบ และการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง - มีกระบวนการประกันคุณภาพที่ดีเพียงพอ - การสุ่มตัวอย่างที่ถูกต้องเหมาะสม - ขั้นกระบวนการทดสอบที่เหมาะสม - มีวิธีทดสอบที่มีมาตรฐานรองรับ - ความสามารถสอบกลับได้ ของการวัดถึงมาตรฐานแห่งชาติ - วิธีการบันทึกและรายงานผลที่มีความถูกต้อง - สิ่งอำนวยความสะดวกในการทดสอบที่เหมาะสม [to top]
8. ทำไมความสามารถด้านวิชาการของห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ผลิต ผู้จัดหา ผู้ส่งออก หรือลูกค้า ? B8
8.1 ลดความเสี่ยง ในโลกปัจจุบันลูกค้าต้องการการรับรอง ที่ทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ หรือบริการที่เขาผลิต หรือซื้อมีคุณภาพตามที่คาดหวัง หรือเป็นไปตามข้อกำหนดนั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปหมายความว่าผลิตภัณฑ์ ต้องถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินคุณสมบัติเทียบ กับมาตรฐานหรือข้อกำหนด สำหรับผู้ผลิตหรือผู้จัดหาแล้ว การเลือกห้องปฏิบัติการ ที่มีความสามารถเป็นการลดความเสี่ยง ที่จะผลิต หรือจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีความบกพร่อง
8.2 หลีกเลี่ยงการตรวจสอบซ้ำที่มีค่าใช้จ่ายสูง การทดสอบผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบอาจต้องใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง ถึงแม้ว่าจะทำได้อย่างถูกต้องในครั้งแรกก็ตาม ในกรณีที่ทำไม่ถูกต้องค่าใช้จ่าย และเวลาที่ใช้ในการทดสอบซ้ำนั้น อาจยิ่งสูงขึ้น ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด หรือความคาดหวัง และชื่อเสียงของผู้ผลิต และผู้จัดหาก็จะเสียหายไปด้วย ผู้จัดหาอาจต้องรับผิดชอบ ในความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน หรือทำให้ลูกค้าสูญเสียทรัพย์สิน การเลือกห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถ เป็นการลดโอกาสที่จะต้องทำการทดสอบซ้ำ
[to top]
9. คุณสามารถที่จะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าห้องปฏิบัติการมีความสามารถด้านวิชาการ ? B9
ปัจจุบันในหลายประเทศ เชื่อใจกระบวนการที่เรียกว่า การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ เป็นวิธีการประเมินความสามารถ ด้านวิชาการ การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ใช้เกณฑ์และวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อประเมินความสามารถด้านวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการตรวจประเมินด้านวิชาการ จะประเมินองค์ประกอบทั้งหมด ของห้องปฏิบัติการที่มีผลกระทบต่อผลของข้อมูลที่ได้ เกณฑ์เหล่านี้ใช้แนวทางของมาตรฐานระหว่างประเทศ ISO/IEC 17025:2005 เป็นข้อกำหนดทั่วไป สำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ และสอบเทียบ และ ISO/IEC 15189-สำหรับ ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์-เฉพาะข้อกำหนด ด้านคุณภาพ และความสามารถทางด้านวิชาการ
[to top]
10. การเลือกใช้ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มีประโยชน์ต่อรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลอย่างไร ? B10
หน่วยงานราชการ และหน่วยงานกำกับดูแล ได้รับมอบหมาย ให้ทำการตัดสินใจเกี่ยวกับ -การดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่ของผู้บริโภคและประชาชน - การดูแลสิ่งแวดล้อม - การออกกฎข้อบังคับและข้อกำหนดใหม่ๆ - การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและกฎหมาย - การจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านวิชาการและการเงิน
ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ จะต้องมีความเชื่อมั่น ในข้อมูลที่ได้จากห้องปฏิบัติการ ในการที่จะตัดสินใจ การใช้ห้องปฏิบัติการ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ช่วยให้มีและยืนยันความเชื่อมั่นนี้
ถ้าห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองมาตรฐาน จากหน่วยงานรับรองมาตรฐานที่มีชื่อเสียง เป็นการยืนยันว่าห้องปฏิบัติการ มีความสามารถที่จะให้ผลที่มีความถูกต้อง สอบกลับได้ และทำซ้ำได้-ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการตัดสินใจของรัฐบาล
[to top]
11. Recognitionof Testing Competence ? B11
Laboratory accreditation provides formal recognition to competent laboratories, thus providing a ready means for customers to identify and select reliable testing, measurement and calibration services able to meet their needs.
To maintain this recognition, laboratories are re-evaluated periodically by the accreditation body to ensure their continued compliance with requirements, and to check that their standard of operation is being maintained.
Accredited laboratories usually issue test or calibration reports bearing the accreditation bodys logo or endorsement, as an indication of their accreditation. Clients are encouraged to check with the laboratory as to what specific tests or measurements they are accredited for, and for what ranges or uncertainties. This information is usually specified in the laboratorys scope of accreditation. The description in the scope of accreditation also has advantages for the customers of laboratories in enabling them to find the appropriate laboratory.
[to top]
12. ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับความสามารถทางด้านวิชาการในการทดสอบ / สอบเทียบดีอย่างไร ? B12
ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เป็นการยอมรับความสามารถ ของห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เป็นตัวเลือกสำหรับลูกค้า ในการกำหนดและเลือกบริการการทดสอบ การวัด และการสอบเทียบที่เชื่อถือได้ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าได้ทุกประการ
เพื่อให้คงไว้ซึ่งการรับรองนี้ ห้องปฏิบัติการ จะได้รับการตรวจประเมินซ้ำเป็นระยะ โดยหน่วยงานที่ให้การรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตรวจสอบว่ายังคงรักษามาตรฐาน ในการปฏิบัติงาน
โดยทั่วไปห้องปฏิบัติการ ที่ได้รับการรับรองจะออกใบรับรองผลการทดสอบ หรือผลการสอบเทียบ ที่มีสัญลักษณ์หรือชื่อกำกับรับรองของหน่วยงาน ที่ให้การรับรอง เพื่อเป็นการแสดงถึงการได้รับการรับรอง ลูกค้าควรตรวจสอบ กับห้องปฏิบัติการว่า หัวข้อการทดสอบหรือการวัดใด ที่ได้รับการรับรองและอยู่ในพิสัยใดหรือมีค่าความไม่แน่นอนเท่าใด โดยทั่วไปแล้วข้อมูลเหล่านี้ จะได้รับการระบุไว้ ในขอบข่ายการรับรองของห้องปฏิบัติการ รายละเอียดของขอบข่าย การรับรองยังเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า ของห้องปฏิบัติการในการเลือกหา ห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม
[to top]
13. มีประโยชน์ทางด้านการตลาดอย่างไรบ้าง ? B13
การรับรองมาตรฐาน เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ สำหรับองค์กรที่ทำการทดสอบ สอบเทียบและการวัด และเป็นใบเบิกทางสำหรับ การนำเสนอให้กับหน่วยงาน ที่ต้องการห้องปฏิบัติการ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศว่า เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถ ด้านวิชาการที่เชื่อถือได้ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่นอุตสาหกรรมวัสดุการก่อสร้าง อุตสาหกรรมรถยนต์ มักระบุใช้ห้องปฏิบัติการ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เป็นผู้ให้บริการการทดสอบ
หน่วยงานรับรองมาตรฐาน ออกหนังสือแนะนำห้องปฏิบัติการ ที่หน่วยงานให้การรับรองมาตรฐาน ซึ่งมีรายละเอียดสำหรับ การติดต่อของห้องปฏิบัติการ และข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถ ในการทดสอบ อันเป็นการประชาสัมพันธ์ การให้บริการของห้องปฏิบัติการ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน แก่ลูกค้าที่จะใช้บริการ
ท้ายที่สุดด้วยระบบซึ่งเป็น ข้อตกลงระหว่างประเทศ ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง จะได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งทำให้ผลของห้องปฏิติบัติการ ที่ได้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศด้วย
[to top]
คำถามทั่วไป
1. จริงหรือไม่ ถ้าบริษัทแม่ได้การรับรองจาก ISO/IEC Guide 25 แล้วบริษัทลูกได้การรับรองด้วย ? C1
การที่บริษัทแม่ได้รับการรับรอง ถือว่าบริษัทลูกได้รับการรับรองด้วย เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะในการขอการรับรอง ISO/IEC Guide 25 หน่วยงานที่ให้การรับรองความสามารถ (Accreditation Bodies) จะทำการประเมินห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งที่ยื่นขอการรับรองให้เป็นไปตาม ISO/IEC Guide 25 โดยที่องค์ประกอบที่จะต้องได้รับการประเมิน คือ ระบบคุณภาพ และความสามารถทางเทคนิคในการสอบเทียบที่กระทำในขอบข่ายที่ขอการรับรอง ดังนั้นหากบริษัทแม่ได้รับการรับรองความสามารถ การรับรองความสามารถที่ได้รับนั้น ไม่สามารถส่งผลและครอบคลุมถึงบริษัทลูกว่า ได้รับการรับรองด้วย ถ้าบริษัทลูกต้องการได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ บริษัทลูกจะต้องทำการยื่นของการรับรองเอง
[to top]
2. ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาเลือกห้องปฏิบัติการมีอะไรบ้าง ? C2
การที่เราจะเลือกใช้บริการทดสอบหรือสอบเทียบจากห้องปฏิบัติการสอบเทียบจากห้องปฏิบัติการใด ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมั่นใจว่าผลการทดสอบหรือผลการสอบเทียบที่ได้จากการสอบเทียบที่ได้จากห้องปฏิบัติการนั้นๆ มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ ซึ่งขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการจะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้ 1.คุณวุฒิ การศึกษา การฝึกอบรม และประสบการณ์ของบุคลากรในห้องปฏิบัติการ 2.เครื่องมือที่ผ่านการสอบเทียบ และได้รับการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา 3.มีขั้นตอนการทำงานของการรับประกันคุณภาพ (Quality Assurance Procedure) ที่เพียงพอ 4.มีการปฏิบัติการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Practice) ที่เหมาะสม 5.มีขั้นตอนการทำงานของการทดสอบ (Testing Procedure) ที่เหมาะสม 6.มีวิธีการทดสอบที่ได้รับการยอมรับ (Valid) 7.มีระบบการสอบกลับได้สู่มาตรฐานแห่งชาติ 8.มีขั้นตอนการทำรายงานและการบันทึกผลที่ถูกต้อง 9.มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการทดสอบอย่างเหมาะสม
[to top]
3. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าห้องปฏิบัติการมีความสามารถทางเทคนิค ? C3
การพิจารณาว่าห้องปฏิบัติการใดมีความสามารถ จะใช้กระบวนการที่เรียกว่า การรับรองระบบงาน (Accreditation) โดยจะมีหลักเกณฑ์ และวิธีการเฉพาะในการพิจารณาห้องปฏิบัติการ หลักเกณฑ์นั้นคือมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ปัจจัยการพิจารณาของหน่วยรับรองที่ใช้พิจารณาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ ได้แก่ 1.ความสามารถทางเทคนิคของของบุคลากรในห้องปฏิบัติการ 2.การสอบกลับของการวัด และการสอบเทียบไปสู่มาตรฐานแห่งชาติ 3.สภาวะแวดล้อมของการทดสอบ 4.ข้อมูลการทดสอบและการสอบเทียบที่ผ่านการประกันคุณภาพ 5.การทวนสอบ และวิธีการทดสอบที่เหมาะสม 6.เครื่องมือทดสอบ ได้รับการบำรุงรักษาและการสอบเทียบอย่างเหมาะสม
[to top] |