ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletประวัติสมาคม
bulletวิสัยทัศน์
bulletพันธกิจ
bulletกลยุทธ์
bulletคณะกรรมการ
bulletสมาชิก สมท.
dot
dot
bulletบทที่ 1 การวัด
bulletบทที่ 2 ระบบการวัด
bulletบทที่ 3 มาตรวิทยา
bulletบทที่ 4 ระบบการสอบกลับได้
bulletบทที่ 5 บทสรุป
dot
dot
bulletExecutive Summary
bulletActivities
bulletบริการฝึกอบรม
bulletบทความ
bulletสัมมนาวิชาการ
bulletประชุมใหญ่สามัญ (New)
bulletมุมสมาชิก
bulletGallery
bulletสาระน่ารู้ (New!!!)💕
dot
Newsletter

dot


Sponsor
  

 

 



ข่าวคราว ความเคลื่อนไหว ของ สมาคมฯ

 

สนามบินแห่งแรกของประเทศไทย

หลายคนอาจเข้าใจว่า สนามบินดอนเมือง คือสนามบินแห่งแรกของประเทศ แต่ที่จริงแล้วก่อนสนามบินดอนเมืองจะก่อตั้งขึ้น มีสนามบินอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่เครื่องบินลำแรกได้ลงจอดยังพื้นดินของสยามประเทศเมื่อ 111 ปีที่แล้ว

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2446 ออวิลล์และวิลเบอร์ สองพี่น้องตระกูลไรต์ (Wilbur & Orville Wright) ได้ทดลองการบินด้วยเครื่องบินสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นการบินบนอากาศนานเพียง 12 วินาที แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันรวดเร็ว ที่เชื่อมต่อคนทั้งโลกให้เข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็ว

 

8 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2454 เครื่องบินลำแรกก็ได้เหินฟ้ามาลงจอดยังประเทศสยาม โดยระหว่างวันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 นายชาร์ลส์ แวน เดน บอร์น (Charles Van Den Born) นักบินชาวเบลเยียม ได้นำเครื่องแบบอังรีฟาร์มัง 4 (Henry Farman IV) เข้ามาแสดงการบินที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยเครื่องบินลำนี้ถือเป็นลำแรกที่ได้ลงจอดบนแผ่นดินสยาม

 

การแสดงการบินครั้งนี้เกิดขึ้นโดยชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ร่วมกันวางแผนนำเครื่องบินมาจัดแสดง

 

อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพฯ จะมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ไม่มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือภูเขาสูงชัน แต่สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นท้องนา ท้องร่อง มีน้ำท่วมขัง ไม่เหมาะแก่การขึ้นลงของเครื่องบิน

 

ถือเป็นโชคดีที่นาย Karl Offer ซึ่งเป็นผู้ประสานงานกับ Societe d’ Aviation Extreme Oriente ที่จะนำเครื่องบินมาสาธิตในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ เป็นสมาชิกของราชกรีฑาสโมสร (Royal Bangkok Sport Club) หรือสนามม้าสระปทุม เล็งเห็นว่าพื้นที่กลางลู่วิ่งของสนามม้านั้นเป็นลานเรียบ โล่งกว้าง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และมีพื้นดินหนาแน่นมากพอจะรองรับน้ำหนักของเครื่องบินได้

 

ด้วยเหตุนี้ “สนามบินสระปทุม” สนามบินแห่งแรกของสยามจึงได้ถือกำเนิดขึ้น

 

การแสดงการบินครั้งแรกเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของคนในสมัยนั้น เพราะคนส่วนใหญ่เคยได้ยินเพียงเรื่องเล่าหรือเห็นภาพถ่ายคนที่บินได้เหมือนกับนก

 

การปรากฏตัวของเครื่องบินจริงๆ จึงเป็นที่กล่าวขวัญของคนหมู่มาก

 

เนื่องจากการแสดงการบินได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย ราชกรีฑาสโมสรจึงต้องเตรียมการเพื่อรับผู้ชมจำนวนมากที่ต้องการจะมาเข้าชมการแสดงในขณะนั้น

 

โดยเปิดทางเข้าใหม่ถึง 15 จุด สร้างสะพานใหม่ถึง 4 สะพาน เพื่อข้ามคูน้ำรอบสโมสร รวมถึงสร้างโรงจอดเครื่องบินชั่วคราวกลางสนามกอล์ฟอีกด้วย

 

การแสดงการบินครั้งแรกนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ (Bangkok Times) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในสยาม เนื่องจากเย็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบิน พร้อมด้วยราชวงศ์ และบุคคลสำคัญของประเทศอีกหลายคน

 

เช่น จเรการช่างทหารบก นายพลเอก เจ้าฟ้ากรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม

 

นอกจากการแสดงการบินแล้ว ชาวสยามและชาวต่างชาติในประเทศสยามก็ยังได้มีโอกาสบินขึ้นฟ้าไปพร้อมกับนักบิน โดยต้องเสียค่าโดยสารคนละ 50 บาท โดยมีผู้โดยสารคนแรกเป็นชาวต่างชาติชื่อว่านาย F. Bopp

 

สำหรับผู้โดยสารชายชาวไทยคนแรกนั้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าคือนายพลเอก เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ เสนาธิการทหารบก หรือนายพลเอก กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน แต่ผู้โดยสารหญิงคนแรกคือพระชายา นายพลเอก เจ้าฟ้ากรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช

 

หลังจากการแสดงการบินครั้งแรกนี้เอง ประเทศสยามจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการบิน และตระหนักถึงยุทธศาสตร์ใหม่ของการป้องกันประเทศ จึงได้ส่งนายทหารไปศึกษาวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส พร้อมทั้งจัดหาเครื่องบินจำนวน 8 ลำ เพื่อใช้สำหรับกิจการการบินในประเทศ

 

นักบินชาวสยาม 3 คน ได้จบการศึกษาและทดลองบินต่อหน้าชาวสยามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 โดยสถานที่จัดแสดง ยังคงเป็นสนามบินสระปทุมเช่นเดิม

 

หลังจากการบินในประเทศครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อผ่านไปได้ระยะหนึ่งสนามบินสระปทุมเริ่มคับแคบเกินกว่าจะรองรับกิจการการบินที่เติบโตขึ้น ทางกองทัพบกจึงได้วางแผนก่อสร้างสนามบินสำหรับใช้ทางการทหารโดยเฉพาะ ได้พิจารณาพื้นที่ที่กว้างขวาง ไม่มีน้ำท่วมถึง และอยู่ห่างพระนครพอสมควร

 

จนในที่สุดก็ได้พื้นบางส่วนของกรมรถไฟที่อยู่ห่างจากสนามบินสระปทุมไปทางทิศเหนือประมาณ 22 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตบางเขน ซึ่งเป็นที่ดอนเหมาะแก่การขึ้นลงของเครื่องบิน

 

โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ได้ขึ้นบินเมื่อเช้าวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2457 ที่สนามบินสระปทุม และเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของสนามบินแห่งนี้ โดยได้ลงจอดเป็นเที่ยวบินแรกของสนามบินดอนเมือง

 

หลังจากนั้นในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2457 ได้มีการจัดตั้งกรมการบินทหารบกเข้ามาดูแลกิจการการบินของประเทศสยาม ซึ่งได้สร้างรากฐานอันมั่นคงให้กับกิจการการบินของประเทศ

 

ปัจจุบันสนามบินสระปทุมหรือราชกรีฑาสโมสร ยังคงตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านราชดำริ มิได้สูญหายไปตามกาลเวลาเหมือนกับสถานที่อื่นๆ เพียงแต่ประวัติการใช้สถานที่นี้เป็นสนามบิน อาจไม่ได้เป็นเรื่องที่หลายคนได้รับรู้เท่านั้นเอง

 

 

สีวัน

 

 

รุ้งเจ็ดสี กับการมีเจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์ เท่ากันพอดี และไทยเรามีสีวัน แล้วสีวันจะเป็นสีรุ้งหรือเปล่า

 

โบราณทีเดียว หลายร้อยปีมาแล้ว ไทยเรายังไม่มี "สีของวัน" แต่มีการสวมเสื้อผ้า "สีตามวัน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่จะไปรบทัพจับศึก ตามตำราพิชัยสงคราม หลายคนคงเคยได้ยินคำกลอนของเก่า ที่ว่า …

 

๏ อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ

ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี

วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี

เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล

 

เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว         

จะยืนยาวชันษาสถาผล

อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน

เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี

 

เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด

กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี

วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี

วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม

 

วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ

แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม

หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม

ให้ต้องตามสีสรรพ์จึงกันภัย ฯ

 

สวัสดิรักษา

พระสุนทรโวหาร (ภู่)

 

(สวัสดิรักษา เป็นบทประพันธ์ที่สุนทรภู่ใช้ถวายการสอนสมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์พระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 2)

 

ต่อมา มีการเปลี่ยนสีประจำวันมาเป็นสีสันที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว วันพฤหัสบดีสีแสด วันศุกร์สีฟ้า วันเสาร์สีม่วง สันนิษฐานว่าเริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการรับธรรมเนียมตะวันตกเข้ามา (จาก ไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

 

เรื่องสีวันของไทยเรา มีการเน้นย้ำชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อมีพระราชนิยมกำหนดให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร สวมใส่เสื้อผ้าสีตามวัน ทำให้ประชาชนทั่วไปปฏิบัติตามไปด้วย

 

คติของสีเครื่องแต่งกายให้ละม้ายสีกายของเทพประจำวันที่เราเอาคติมาจากฮินดูนั้น เป็นไปได้ที่เราใช้คำที่ค่อนข้างจะกำกวม เช่น นวลขาว ม่วงคราม แสดเหลือบ เขียวเหลือง เมฆหมอก รวมทั้งสีที่ออกแนวเศร้าโศก คือ ดำ จึงมีการปรับเปลี่ยนจากสีโบราณเป็นสีสมัยใหม่ดังนี้ คือ

 

อาทิตย์ สีแดง (Hindu : red) ไม่เปลี่ยน

จันทร์ นวลขาว (Hindu : light grey) เปลี่ยนเป็นสีสว่างเหมือนกัน คือ เหลือง

อังคาร ม่วงคราม (Hindu : red pink) เปลี่ยนเป็นเฉดม่วงเหมือนกันคือ ชมพู

พุธ แสดเหลือบ (Hindu : green) เปลี่ยนตามคติฮินดู เป็นสีเขียว

พฤหัส เขียวเหลือง (Hindu : yellow) เปลี่ยนเป็น แสด (สลับกับพุธ)

ศุกร์ เมฆหมอก (Hindu : blue white)เปลี่ยนเป็นสีใกล้เคียงกันตามคติฮินดู คือ ฟ้า

เสาร์ ดำ (Hindu : blue indigo) เปลี่ยนเป็นม่วง

 

ลองมาดูสีรุ้งกันบ้าง

 

เริ่มต้นด้วยคนดัง คือ นิวตัน (Newton) ที่พยายามแยกนับสีรุ้งให้ได้ 7 ที่เขาถือว่าเป็นเลขมงคล คือ red orange yellow green blue indigo violet และครูวิทยาศาสตร์บ้านเราสอนเรียกกลับทางว่า ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง

 

ปัจจุบัน มีการเรียกสีรุ้งปรับจากนิวตันใหม่นิดหน่อย เป็น red orange yellow green cyan blue violet

 

ก่อนที่จะนำไปเทียบกับ สีวัน มาดูคุณลักษณะของ สีรุ้ง ทั้ง 7 นี้กันก่อนนะครับ

 

อย่างที่รู้กันอยู่ว่า สีรุ้ง คือ สีในช่วงที่มนุษย์มองเห็นที่แยกจากแสงสีขาวของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic wave) โดยมีความต่างกันเพียงอย่างเดียว คือ ความยาวคลื่น

 

มนุษย์เห็นสีของแสงเฉพาะในช่วงคลื่นที่มีความยาว 380-750 นาโนเมตร (nm : nanometer) เท่านั้น สั้นกว่านี้ และยาวกว่านี้ มองไม่เห็น

 

จึงมีการแบ่งช่วงคลื่นดังกล่าวนี้ออกเป็น 7 ส่วน เพื่อให้ลงพอดีกับสีรุ้งทั้ง 7 ของนิวตัน ดังนี้

 

สี (color) ความยาวคลื่น (nm)

ม่วง (violet) 380-450

น้ำเงิน (blue) 450-485

ฟ้า (cyan) 485-500

เขียว (green) 500-565

เหลือง (yellow) 565-590

ส้ม (orange) 590-625

แดง (red) 625-750

 

เมื่อพิจารณาไล่เรียงสีไปทีละวันเทียบเคียงกับสีรุ้ง จะเห็นว่า มีสีวันอยู่สีหนึ่ง ที่ไม่มีในสีรุ้ง … สีชมพู ของวันอังคารครับ !!

 

ทั้งนี้เพราะ ไม่มีคลื่นแสงความถี่ไหนเลยที่ออกมาเป็นสีชมพู แต่เป็นสีที่สมองมนุษย์จินตนาการหรือสร้างขึ้นมาเมื่อเซลล์รับสีของแสงในลูกตาของเรารับคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นสุด กับยาวสุด เข้ามาในเวลาเดียวกัน

 

เซลล์รับสีในลูกตาของเรา (cone cell) มีสามชนิด เพื่อรับสีของแสงช่วงคลื่นต่างๆ คือ ช่วงคลื่นยาว (L cone cell) กลาง (M cone cell) และคลื่นสั้น (S cone cell) อันเป็นต้นแบบคลื่นแม่สีของแสงสามอย่าง คือ แดง (R : red) เขียว (G : green) และน้ำเงิน (B : blue) ในการสร้างทีวีสี หรือจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นสี ซึ่งจะมีตัวสร้างสีแค่สามอย่างนี่แหละ แต่สว่างมากน้อยต่างกันออกไป ทำให้เกิดสีต่างๆครบทุกสีที่ตาเราสามารถเห็นได้

 

ตาคนเรา ไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนเครื่องจักร ดังนั้น ความถี่ของคลื่น หรือความยาวของคลื่น (เหมือนกันน่ะแหละ จะเรียกยังไงก็ได้ เพราะมันเป็นส่วนกลับซึ่งกันและกัน) ของเซลล์รับสีเขียว (G) จึงไม่ได้อยู่กึ่งกลางเป๊ะระหว่าง สีแดง (R) และสีน้ำเงิน (B) แต่เขียวมันจะเป๋ไปรวมหมู่อยู่ใกล้ๆกับแดง กลายเป็นสองแรงแข็งขัน เมื่อรวมกันเห็นเป็นสีเหลือง จะสว่างสดใส (luminance) และสีที่มีความไวต่อสายตามากที่สุด (sensitivity) คือ สีเขียวอมเหลือง ความยาวคลื่น 555 nm ส่วนน้ำเงินอยู่เอกเทศตาเราจะมองไม่ค่อยออก

 

พูดง่ายๆก็คือ มนุษย์เราจะแยกเฉดสีเขียว (G) กับน้ำเงิน (B) ได้ยากกว่าการแยก เขียว (G) กับแดง (R)

 

ในภาษาพูดของไทยเราเกี่ยวกับสี จึงมักจะพูดว่า เขียวๆแดงๆ

 

ไฟจราจร ก็จะมีแต่ไฟเขียวไฟแดง ไม่มีไฟน้ำเงิน เพราะจะสับสนกับไฟเขียวได้ง่ายมาก

 

นักภาษาศาสตร์อังกฤษบางคนคิดการรวมคำว่า green กับ blue เป็นสี grue (เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน) เหมือนกับเวียดนาม เขาจะเรียกสีเขียวกับน้ำเงินเหมือนกันว่า "xanh" แล้วก็มีคำขยายว่าหมายถึงอะไร เช่น

 

สีฟ้า xanh da trời (light blue skin of sky)

 

สีน้ำทะเล xanh dương, xanh nước biển, (deep blue of ocean)

 

สีเขียวใบไม้ xanh lá cây (color of leaves).

 

เห็นได้ชัดว่า ลำพังแต่คำเรียก บางครั้งก็สับสนในการสื่อสาร อย่างแค่คำว่า blue กับ violet ก็อลหม่านพอสมควร ว่าอะไรมันคือชื่อของสีความถี่สูงสุดที่มนุษย์มองเห็น

 

เขาจึงมีการสร้าง "ทฤษฎีสี" (color theory) ขึ้นมา จะได้สื่อสารกันรู้เรื่อง สร้างระบบเรียกเฉดสี (hue) เป็นระบบตัวเลข โดยใช้จำนวนองศา (0-360) ของวงกลมนั่นเอง คือเหมือนกับเอาแถบสีรุ้งของแสง เฉพาะช่วงที่สายตามนุษย์มองเห็น มาขดจนเกือบเป็นวงกลม โดยเริ่มจากแดงเป็น 0 องศา แต่ต่อปลายติดกันไม่ได้ เพราะปลายสุดทั้งสองด้านนั้น คือแดงกับน้ำเงิน มันคนละสีกัน น้ำเงินจึงมาหยุดอยู่ที่ 240 องศา ตรงส่วนเชื่อม (240-360) นี่แหละที่เป็นส่วนของสีจินตนาการ คือมันไม่มีจริง แต่มันผสมกันเห็นเป็นสีที่สมองมนุษย์สร้างขึ้น

 

สีชมพู ก็อยู่บริเวณนี้แหละครับ

 

การผสมสี สมัยนี้มีคอมพิวเตอร์ยิ่งง่ายมาก มีครบทุกเฉดสีแน่นอน โดยใช้แหล่งกำเนิดสีสามสี คือ แดง (R : red) เขียว (G : green) น้ำเงิน (B : blue) แต่ละอันให้มีความสว่างต่ำสุดถึงสูงสุด ต่างกันถึง 256 ตำแหน่ง (16x16) คือเป็นศูนย์ (00) จนถึงความสว่างสูงสุด 255 (FF)

 

ใครที่มีพื้นฐานทางด้านคอมพิวเตอร์ คงรู้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่คุ้นชินแต่เลขสิบตัวของเลขฐานสิบ (0…9) ก็ขอบอกเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า เลขฐาน 16 ในคอมพิวเตอร์ มีเลข 0123456789ABCDEF รวม 16 ตัว โดย F เป็นตัวเลขสูงสุด

 

และเขาก็ใช้เลขฐาน 16 นี่แหละครับ มาเป็นตัวบอกรหัสสี (color code) จะได้ไม่ต้องถกเถียงกันอีกว่า สีนี้เรียกว่าอะไร

 

สำหรับคนชอบคิดเลข ลองทายสิครับว่า ด้วยระบบรหัสสีนี้ สามารถแยกสีออกได้กี่สี … ?

 

ระบบรหัสสี มีรูปแบบ (format) เป็นดังนี้ คือ …

 

#RRGGBB

 

โดยความสว่างของสีแดง (RR) มีตั้งแต่ 00 ถึง FF รวม 256 ค่า รหัสสีแดง ที่สว่างเต็มที่ ก็คือ #FF0000

 

รหัสสีสีเขียว คือ #00FF00

 

และรหัสสีน้ำเงิน ก็คือ #0000FF

 

ส่วนสีเหลือง คอมพิวเตอร์สร้างด้วยการผสมสีแดงกับสีเขียวเข้าด้วยกัน จึงมีรหัสสีว่า #FFFF00

 

คงนึกออกนะครับว่า รหัสสีดำก็คือ #000000 และรหัสสีขาว ที่เกิดจากการรวมทุกสีเข้าด้วยกัน ก็คือ #FFFFFF

 

ดังนั้น ด้วยระบบรหัสสีดังกล่าว คอมพิวเตอร์จะสามารถแยกสีได้ทั้งหมด 256x256x256 = 16,777,216 สีครับ !! (ตาคนเราแยกได้ไม่ถึงแน่นอน)

 

ถ้าจะเรียงองศาของเฉดสี (hue angle) เพิ่มทีละ 60 องศา ให้ครบวงกลม จะเป็นดังนี้ครับ …

 

0 (360) องศา #FF0000 แดง

60 องศา #FFFF00 เหลือง

120 องศา #00FF00 เขียว

180 องศา #00FFFFฟ้า

240 องศา #0000FF น้ำเงิน บางคนเรียก ม่วง

300 องศา #FF00FF ชมพู

 

แบ่งได้ 6 สี พอดี แต่สัปดาห์มี 7 วัน จึงต้องเลือกมาอีกสีหนึ่ง ให้ครบเจ็ด และอย่างที่กล่าวแล้วว่า ตาคนเราสามารถแยกเฉดสีที่อยู่ใกล้ๆสีแดงได้ดีกว่า ดังนั้น สีที่อยู่ระหว่างแดงกับเหลือง (สีเขียวลดลงครึ่งหนึ่ง จาก FF เหลือ 80) จึงถูกเลือกเป็นสีที่เจ็ด คือ …

 

30 องศา #FF8000 ส้ม

 

ถ้าไปถามฝรั่งว่า ยูมี "สีวัน" (color of the day) ไหม ฝรั่งคงทำหน้างงๆ ยกเว้นพวกตำรวจในนครนิวยอร์ก ที่อาจจะรีบเข้ามากระซิบกระซาบว่า ยูรู้ได้ไง มันเป็นความลับนะ

 

ครับ ที่นิวยอร์ก มีตำรวจนอกเครื่องแบบด้วย ซึ่งเขาทำเนียน บางทีก็ทำตัวเหมือนพวกไร้บ้าน (homeless) จึงต้องมีเครื่องหมายให้รู้กัน เพราะตำรวจที่นั่นมีหลายเหล่า ไม่งั้นเดี๋ยวจะยิงกันเอง คือการใช้ "สี" ของเครื่องแต่งกาย เริ่มต้นเขาใช้สีของผ้าคาดหัว (headband) ต่อมาก็เพิ่มสีของเครื่องแต่งกายอย่างอื่นด้วย เช่น สายรัดข้อมือ (wristband) สีเสื้อยืด สีหมวก หรือสีรองเท้า ก็เหมือนกับบ้านเราที่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการปฏิวัติ ผมสังเกตเห็นทหารจะมีผ้าพันคอหรือผ้าพันแขน เป็นสีเดียวกัน เพื่อแสดงความเป็นพวกเดียวกัน

 

แต่นั่นเป็นสีเสื้อผ้าเพื่อการปฏิบัติการ ไม่ใช่สีของวันอย่างที่เรามี และเราเป็นเพียงหนึ่งในสองชาติที่มีสีของวัน …

 

แขกภารตะ กับ ไทย ครับ ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2022-05-08

      สมาคมมาตรวิทยาแห่งประเทศไทย (สมท.) ให้ความอนุเคราะห์บรรยายหลักสูตร "ข้อกำหนดระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025แบบ In-house Training ให้แก่บุคลากรของ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) ของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ในรูปแบบออนไลน์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอภิญญา หล้าเตจา กรรมการสมาคมมาตรวิทยาฯ ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตรดังกล่าว

 

 

 ดาวโหลดได้ที่นี้ ใบสมัครและใบต่ออายุสมาชิก สมท_.pdf 

       

  

ข่าวสารประชาสัมพันธ์ของเว็บไซต์
No article here !
Copyright © 2013 All Rights Reserved.