ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletประวัติสมาคม
bulletวิสัยทัศน์
bulletพันธกิจ
bulletกลยุทธ์
bulletคณะกรรมการ
bulletสมาชิก สมท.
dot
dot
bulletบทที่ 1 การวัด
bulletบทที่ 2 ระบบการวัด
bulletบทที่ 3 มาตรวิทยา
bulletบทที่ 4 ระบบการสอบกลับได้
bulletบทที่ 5 บทสรุป
dot
dot
bulletExecutive Summary
bulletActivities
bulletบริการฝึกอบรม 💥
bulletบทความ
bulletสัมมนาวิชาการ
bulletประชุมใหญ่สามัญ (New)
bulletมุมสมาชิก
bulletGallery
bulletสาระน่ารู้ (New!!!)💕
dot
Newsletter

dot


Sponsor
  

 

 



สาระน่ารู้ (New!!!)💕

 

 

มัลติทาสกิ้ง

 

อย่าได้แปลกใจนะครับ ที่ชื่อเรื่องวันนี้เป็นภาษาต่างด้าว เพราะผมลองให้ Google แปลคำว่า "multitasking" เผื่อจะได้คำไทยเก๋ๆ กลับได้คำตอบออกมาว่า "การทำงานหลายชนิดเวลาเดียวกัน" ยาวไปหน่อย และไม่ถูกใจนัก เพราะไม่ต้องเป็นการทำงานก็ได้ ... งั้นผมขอเรียกทับศัพท์ก็แล้วกัน - สั้นดี และเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว

 

ที่ไปที่มาก็คือ ผมได้รับคำถามจากเพื่อนพ้อง ให้ช่วยหาเหตุผลไขข้อข้องใจเรื่องที่ฝรั่งเขาส่งต่อกัน ที่แปลความได้ว่า ...

 

"ถ้าใช้เท้าขวา ยกขึ้น หมุนควง เหมือนเขียนเลขศูนย์ ตามเข็มนาฬิกา คือวนขวา ขณะที่หมุนควงอยู่นั้น ให้ใช้มือขวา เขียนเลข 6 ในอากาศ คือใช้มือหมุนทวนเข็มนาฬิกา หรือวนซ้ายนั่นเอง จะพบว่า เท้าขวาจะหมุนกลับข้างมาหมุนตามมือ"

 

เพื่อนลองทำดู บอกว่า ใช่เลย

 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 

เพื่อนอีกคน เปรยเชิงถามว่า ...

 

"จิตเดียว บังคับกายเดียว(แขนและขา ก็คือกายเดียว) ทำได้อย่างเดียว ในขณะเดียวเท่านั้น ?"

 

จริงหรือ? นั่นน่ะสิ

 

เพิ่งไปอ่านเจอว่า ฝรั่งเขาเอาไปเล่นสนุกๆกันในงานปาร์ตี้ มาเป็นสิบปีแล้ว เพราะมันดูตลกดี และส่วนใหญ่จะทำไม่ได้

 

ผมใช้คำว่า "ส่วนใหญ่" เพราะบางคนทำได้ครับ … ก็ต้องเรียกว่า ไม่ธรรมดา เพราะสามารถทำสิ่งที่ทำได้ยาก

 

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์คนหนึ่ง แห่งสถาบันเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ที่อินเดีย (ชื่อ Ankit Pilania ป่านนี้คงจบแล้วละ เพราะตั้งหกปีมาแล้วที่โพสต์ข้อความนี้) เป็นคนหนึ่งที่ทำได้

 

เขาตอบคำถาม "ทำไมคนเราจึงหมุนมือตามเข็มนาฬิกา และหมุนขาข้างเดียวกัน ทวนเข็มนาฬิกา ไม่ได้" นี้ว่า …

 

"ทำได้ครับ ให้ทำอย่างนี้ เริ่มด้วยการหมุนขาก่อน แต่ต้องทำให้นานหน่อย เช่นสัก 30 วินาที แล้วปล่อยให้ขาหมุนไปอย่างนั้นเรื่อยไปไม่ต้องหยุด แล้วค่อยมาตั้งใจหมุนแขนในทิศทางที่ต้องการ"

 

คนทำได้ก็พูดเหมือนง่ายสิครับ ผมเองยังทำไม่ได้เลย เหมือนกับเปียโนของลูกชาย ผมลองไปเคาะเล่น ก็ทำได้แค่ใช้มือขวามือเดียว ต๊อกแต๊กไป ไม่สามารถใช้ทั้งมือซ้ายและมือขวา เล่นโน้ตคนละตัว พร้อมกันได้ แต่ลูกชายเขาทำได้ เพราะฝึกหัดมาตั้งแต่เล็ก จนแยกประสาทซ้ายขวาได้

 

ฝรั่งเขาเรียกการทำอะไรที่มากกว่าหนึ่งอย่างได้ในเวลาเดียวกันนี้ว่า multitasking

 

ในการรับสมัครงานบางแห่ง เขาอาจจะสนใจคนที่สามารถทำงานได้หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งโทรศัพท์ เช็คไลน์ ดูอีเมล์ ทำรายงาน ทำโปรแกรมนำเสนอ อะไรต่ออะไรจิปาถะ

 

แต่ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย เพราะถ้าสมาธิไม่ดี การทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่า - ก็แลกกันไป

 

บางคนจึงชอบทำทีละอย่าง แต่เรียงลำดับความสำคัญให้ดีก็แล้วกัน

 

แต่เราทำทีละอย่างจริงหรือ

 

เคยไหม ที่เราเดินไป โทรศัพท์ไป

 

เคยไหม ที่เราทานข้าวไป แล้วคุยไปด้วย … ถ้าเป็นตอนเด็ก จะถูกผู้ใหญ่ดุ

 

นึกดูดีๆ จะเห็นว่า ร่างกายเราถูกจิตใจสั่งให้ทำมากกว่าหนึ่งอย่าง แทบจะตลอดเวลา การรวมใจเหลือเพียงหนึ่ง จึงเป็นเป้าหมายสุดยอดของนักสมาธิ

 

สิ่งเหล่านี้ก็เป็น multitasking เหมือนกัน แล้วเราทำได้อย่างไร

 

การจะเป็น "จิตเดียว … ทำได้อย่างเดียว ในขณะเดียว" อย่างที่เพื่อนเขาว่า จะต้องมีตัวช่วย

 

ตัวช่วยนั้นก็คือ สิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "ซีพีจี" (CPG: Central Pattern Generator) ซึ่งเป็นวงจรประสาทที่สั่งการกล้ามเนื้อร่างกาย ให้ทำสิ่งที่เป็นจังหวะซ้ำๆได้เอง โดยใจไม่ต้องสั่งก็ได้

 

ซีพีจี จึงไปควบคุมการเดิน ว่ายน้ำ หายใจ หรือการเคี้ยวอาหาร

 

ถ้า ซีพีจี โปรแกรมไว้แล้ว ใจไม่ต้องสั่ง มันก็ทำได้เอง และจะเป็นอย่างนั้นไปตลอด จนกว่าจะมีการบังคับแก้ไข อย่างเช่น ท่าเดิน บางคนเดินอยู่ตั้งไกล แต่แค่เห็นท่าเดินแล้ว รู้เลยว่า เป็นคนนี้แน่

 

เมื่อเราหายใจโดยไม่ต้องคิด เดินได้โดยไม่ต้องคิด ใจเราถึงคิดทำอย่างอื่นได้ด้วย

 

ก็เป็นไปได้ว่า หนุ่มอินเดียคนนั้นฝึกจน ซีพีจี สั่งหมุนขาได้แล้วปล่อยไปเลย แล้วใจมาสั่งหมุนแขน วนกลับมาอีกด้านหนึ่งได้

 

เรื่อง multitasking นี้ บางทีก็เป็นเรื่องจำเป็นในบางอาชีพ เช่น นักบิน ดังนั้น การคัดเลือกผู้ที่จะเป็นนักบิน นอกจากการสอบข้อเขียนตามปกติแล้ว ยังมีการสอบอีกอย่าง โดยมีศัพท์เรียกง่ายๆเป็นที่รู้กันว่า "เดินจุด"

 

วิธีการก็คือ เขาจะให้เอาดินสอหรือปากกามาจิ้มเดินจุดบนกระดาษทั้งสองมือ ไม่ให้พลาด ขณะเดียวกัน กรรมการสอบก็จะถามคำถามให้คิดไปด้วย เช่น sheraton มีอักษรอะไรบ้าง หรือมีอักษรทั้งหมดกี่ตัว อย่างนี้เป็นต้น แต่มือที่เดินจุดอยู่นั้น ห้ามหยุด หรือสะดุด จึงต้องฝึกหัดแยกประสาทให้ได้

 

ถ้าให้ผมทำ ก็เสร็จแน่ๆ … เสร็จนี่ไม่ใช่ทำเสร็จ แต่หมายถึง ทำไม่ได้ครับ ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-11-14

 

 

สนิม

 

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน

กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ

บาปเกิดแก่ตนคน เป็นบาป

บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเองฯ

... โคลงโลกนิติ

 

อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า ผมจะเปลี่ยนแนวเขียนเป็นเรื่องการเมืองนะครับ

 

คือเมื่อผมไปค้นหาโคลงโลกนิติฉบับเต็ม เพื่อจะเอามาโปรยหัวเริ่มเรื่อง ปรากฏว่า มีบทความที่แปะโคลงนี้จั่วหัว ถึงสองบทความ เรียกว่า ต่างคนต่างคิด บังเอิญใจตรงกัน ที่คิดว่า การนำข้อความโบราณมานำเรื่อง มันดูขลังดี

 

ที่สำคัญ ทั้งสองบทความ เป็นเรื่องการเมืองทั้งคู่เลย

 

แต่ ... ผมปล่าวน้า เขาว่ากันเอง (สำนวนยังกับเพลงลูกทุ่งเลยทีเดียว) ส่วนผม ไม่ข้องแวะเรื่องการเมืองอยู่แล้ว

 

การเอาสนิมไปเปรียบเปรยนี้ มีทั้งไทยและเทศ และมีในหลายๆด้านเช่น ศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม

 

ส่วนผมจะเขียนเรื่องสนิมจริงๆของเหล็ก ไม่ใช่จะไปเปรียบเปรยอะไร

 

ผมว่า ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้วละ เรื่องเหล็กจะขึ้นสนิมได้ด้วยสองปัจจัยประกอบกัน คือ ออกซิเจน กับ น้ำ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เกิดสนิม

 

ดังนั้น ทิ้งเหล็กไว้เฉยๆในอากาศ เหล็กก็เป็นสนิมได้ เพราะมีครบทั้งออกซิเจนและความชื้นในอากาศปกติ

 

และถ้าปล่อยนานไป เหล็กไม่เหลือเลยนะครับ เพราะสนิมมันพรุน ดังนั้น ทั้งความชื้นและอากาศสามารถซึมผ่านเข้าไปข้างในถึงเนื้อเหล็กได้

 

ถ้าตัดออกซิเจนหรือความชื้น อย่างใดอย่างหนึ่ง สนิมก็เกิดยากแล้ว

 

อย่างเช่น ช่วงโควิดระบาดนี้ มีผลต่อธุรกิจการบินมากมาย เครื่องบินต้องจอดนิ่ง ไม่ได้ขึ้นบินหลายลำ จึงต้องหาที่จอดดีๆ ถึงแม้บางลำอาจจะขึ้นบินอีกไม่ได้แล้ว แต่ชิ้นส่วนบางอย่าง ก็อาจรีไซเคิลกลับไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้สนิมเล่นงาน จำเป็นต้องหาที่จอดเหมาะๆ อย่างเช่นบริเวณทะเลทรายในรัฐอริโซนาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศแห้ง ความชื้นต่ำ สนิมเกิดยาก

 

การที่จะไม่ให้เหล็กถูกน้ำ บางทีก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น หม้อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม จึงต้องป้องกันไม่ให้ท่อน้ำที่เป็นเหล็กเจอกับออกซิเจน ด้วยการใช้สารเคมีกำจัดออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ หรือเวลาหยุดเครื่องนานๆ ก็อาจใช้วิธีถ่ายน้ำทิ้ง แล้วอัดไนโตรเจนเข้าไปแทนที่อากาศ จะได้ไม่เจอทั้งน้ำและออกซิเจน

 

ความที่เหล็กจ้องอยู่ตลอดเวลา ที่จะรวมกับออกซิเจน แล้วกลายเป็นสนิม ที่พวกนักเคมีชอบเรียกให้ยาวหน่อยว่า ออกไซด์ของเหล็ก ในธรรมชาติจึงมีแต่ออกไซด์ของเหล็กนี่แหละ เวลาคนเราจะเอาเหล็กมาใช้ จึงต้องนำแร่เหล็ก หรือออกไซด์ของเหล็กนี้มาผ่านขบวนการถลุงเหล็ก เพื่อกำจัดออกซิเจนออกไปให้เหลือแต่เหล็ก เพื่อนำไปใช้งาน

 

เหล็ก เป็นธาตุที่น่าสนใจ ไม่แต่เพียงนักอุตสาหกรรม แต่ข้ามเลยไปถึงนักดาราศาสตร์ด้วย

 

จักรวาลวิทยา กล่าวถึงการกำเนิดจักรวาลว่า เริ่มจากการเกิดธาตุเบา คือไฮโดรเจน อันเป็นเชื้อเพลิงหลักของดาวฤกษ์ต่างๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์ของเราด้วย ซึ่งมันจะหลอมรวมกัน กลายเป็นธาตุหนักกว่า คือฮีเลียม แล้วคายพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น กลายเป็นแสงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกในทุกวันนี้

 

ในภาพรวมของจักรวาล มีการอัดรวมกันของธาตุเป็นธาตุที่หนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคายพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น เช่นการเกิดระเบิดของกลุ่มดาวที่อัดเข้ามาชนกัน ที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา

 

นานไป เศษซากดาวที่มีธาตุหนักปนอยู่ด้วยเหล่านี้ ก็อาจถูกดูดไปวิ่งวนรอบดาวฤกษ์เกิดใหม่ เป็นบริวารของดาวพวกนี้ไป เช่นโลกเราเป็นต้น

 

โลกเรา จึงเป็นวัสดุรีไซเคิลของจักรวาล ที่เกิดจากการระเบิดของซูเปอร์โนวาตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ พอบ้านแตก ก็มาอาศัยพึ่งใบบุญเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ โดยพกของมีค่าติดตัวมานิดหน่อย เป็นพวกโลหะหนัก เช่นทองคำ ยูเรเนียม รวมทั้งเหล็ก

 

ความพิเศษของเหล็กในแง่จักรวาลวิทยา ก็คือ มันจะเป็นธาตุสุดท้ายของจักรวาลที่จะเหลือซากอยู่

 

ทั้งนี้เพราะ พลังงานที่คายออกจากธาตุที่เบา คือพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น ที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุที่เบา กลายเป็นธาตุที่หนักขึ้น เช่นพลังงานในดวงอาทิตย์

 

ตรงกันข้าม พลังงานที่คายออกจากธาตุที่หนัก คือพลังงานนิวเคลียร์ฟิสชั่น ที่เกิดจากการแตกตัวของธาตุหนัก เป็นธาตุที่เบากว่า เช่นโรงไฟฟ้าปรมาณู

 

จุดแบ่ง ที่เป็นกรรมการกลางของพลังงานนิวเคลียร์ทั้งสองชนิดนี้ คือ เหล็ก ครับ

 

ธาตุที่เกิดพลังงานนิวเคลียร์แบบรวมตัว ต้องเบากว่าเหล็ก เมื่อรวมตัวแล้วจะหนักใกล้เหล็กเข้าไปทุกที

 

และธาตุที่จะทำให้เกิดพลังงานนิวเคลียร์แบบแตกตัว ต้องหนักกว่าเหล็ก เมื่อแตกตัวแล้วจะเบาขึ้น ใกล้เหล็กเข้าไปทุกทีเช่นกัน

 

นักจักรวาลวิทยา จึงทำนายจุดจบของจักรวาลเราแบบเว่อร์ๆว่า สุดท้ายปลายโต่ง ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น  จักรวาลเราจะเหลือแต่เหล็ก

 

ก็ปล่อยให้ฝรั่งฝันเฟื่องกันไป ให้เพี้ยนใกล้บ้าเข้าไปอีกนิด เพราะเป็นหนึ่งใน อจินไตย หรือสิ่งที่ไม่ควรคิด สี่ประการ เพราะไม่อาจเข้าใจได้ด้วยความนึกคิดของตนเอง คือ ...

 

หนึ่ง พุทธวิสัย หรือวิสัยของพระสัพพัญญูญาณ

 

สอง ฌาณวิสัย หรือวิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของผู้มีฌาณ

 

สาม กรรมวิสัย หรือ วิสัยของกฎแห่งกรรม

 

และสี่ โลกวิสัย คือโลกเกิดมาได้อย่างไร ต่อไปจักรวาลจะเป็นอย่างไร

 

วางพระไตรปิฎกแล้วกลับมาคุยเรื่องสนิมเหล็กกันต่อดีกว่า

 

สนิม หรือออกไซด์ของเหล็กมีสองอย่าง คือพวกที่มีสีออกดำๆ เนื้อแน่น แข็งหน่อย ไม่ค่อยร่วน เช่นที่มีอยู่ในแร่เหล็ก กับพวกที่มีสีออกแดงๆ หรือน้ำตาลแดง ซึ่งมักจะร่วน เมื่อเหล็กที่เราใช้งานกลายเป็นสนิม

 

บางอุตสาหกรรมจึงใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือในการป้องกันเหล็กเป็นสนิม ด้วยการทำให้มันเป็นสนิมบางๆที่ผิวเพื่อเคลือบเนื้อเหล็กชั้นในไว้ แต่ต้องเป็นสนิมเนื้อแน่นสีดำ ไม่ใช่สนิมแดงที่ร่วนซุย

 

อุตสาหกรรมที่ว่านี้ คืออุตสาหกรรมทำอาวุธปืน และอาจจะนำวิธีการนี้ ไปทำเครื่องไม้เครื่องมืออย่างอื่นด้วยก็ได้ เพียงแต่ว่า การใช้สนิมเหล็กเคลือบเหล็กนี้มันป้องกันได้ไม่เต็มที่ ยังไงก็จะต้องชะโลมน้ำมันกันไว้อีกชั้นหนึ่ง

 

การป้องกันการเกิดสนิม ก็มีสารพัดวิธี อย่างเช่น ลงทุนเปลี่ยนวัสดุไปใช้เหล็กที่มีส่วนผสมของโครเมียมออกไซด์ ที่เรียกว่า เหล็กไม่เป็นสนิม หรือ สแตนเลส

 

บางทีที่เห็นได้บ่อย คือ เอาเหล็กไปชุบสังกะสี เคลือบมันซะ

 

แต่ที่พบเห็นเป็นเป็นประจำ คือ ทำการล้างด้วยสารเคมีเป็นระยะๆ แน่นอนว่า มันต้องมีค่าใช้จ่าย

 

เมื่อไม่นานมานี้ มีเทคโนโลยีอีกอย่าง ในการกำจัดสนิมภายในท่อ ผมขอไม่พูดถึงยี่ห้อก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าเป็นการโฆษณาให้ เพราะบริษัทตัวแทนในบ้านเราก็เพิ่งตั้งก่อนโควิดมาหน่อยเดียว แต่โรงงานในเยอรมันและตัวแทนในอเมริกา มีมานานแล้วละ

 

ที่แปลก ก็คือเทคโนโลยีที่เขาอ้างในการใช้กำจัดสนิมในท่อนี่แหละ

 

แปลกยังไงรู้ไหมครับ ... แปลกตั้งแต่เริ่มติดตั้งเข้าใช้งานนั่นเลย

 

คือ เขาเพียงแต่นำวงแหวน ที่แยกเป็นสองชิ้น บนกับล่าง เอามาประกบเป็นปลอก รอบท่อตรงจุดที่ต้องการป้องกันไม่ให้เกิดสนิมภายใน เช่น ก่อนเข้าถังน้ำ ติดตั้งเสร็จภายในห้านาที

 

ครับ มีปลอกหุ้มท่อตัวเดียวแค่นี้เอง ไม่มีการต่อสายเพื่อเป็นแหล่งพลังงานอะไรทั้งสิ้น - งงสิครับ ว่ามันทำงานได้ยังไงที่จะไปขจัดสนิมในท่อได้

 

ตามไปดูคลิปแนะนำผลิตภัณฑ์ของเขา ก็บอกว่าเพียงว่า ใช้หลักการ การเสริมกันและหักล้างกันของความถี่ในระดับโมเลกุล ของความถี่ตามธรรมชาติของเหล็กออกไซด์ เขย่าให้มันหลุดออกไป

 

ก็พอทราบมาบ้างว่า ตามทฤษฎีควอนตัม สรรพสิ่งทุกอย่างมันมีความถี่ธรรมชาติของมันอยู่ เพราะความถี่คือพลังงาน

 

และใครที่เคยใช้หูฟังในเครื่องบิน คงจะนึกออกว่า เขาจะมีหูฟังที่ช่วยกำจัดเสียงรบกวนที่เป็นแบ็คกราวนด์ เช่นเสียงฮัมของเครื่องบิน โดยสร้างความถี่เดียวกันและดังเท่ากันขึ้นมา แต่เลื่อนเฟสไปหน่อย ทำให้เสียงหักล้างกันจนเงียบไป

 

แต่ปัญหาคาใจของผมก็คือ อุปกรณ์ที่อยู่นอกท่อ มันจะส่งคลื่นเข้าไปเขย่าสนิมในท่อได้ยังไง ในเมื่อไม่มีแหล่งพลังงานอะไรเลย

 

เขาบอกว่า สิ่งที่อยู่ภายในวงแหวนวิเศษนั้น เป็นความลับทางธุรกิจจากโรงงาน

 

ถ้าจะเทียบเรื่องนี้ให้ใกล้เคียง ก็คงเหมือนกับเราไปซื้อแผ่นแปะจากร้านขายยาจีนมาแปะหลังแปะเอวแก้ปวด ไปถามเถ้าแก่เจ้าของร้านแบบเจาะลึก นู่นนี่นั่น เถ้าแก่อาจจะตอบว่า ...

 

"ลื้อซื้อไปแปะหลัง แปะเอว แล้วหายปวก มันก็เลื่องของลื้อ แต่อั๊วจะทำแผ่งแปะนี่ยังงาย มังก็เลื่องของอั๊ว เพราะมังเป็ง ...

 

กอเอี๊ยะ !!" ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-11-07

 

 

ควอนตัม

 

ผมได้รับการบ้านที่ยากข้อหนึ่งคือ ...

 

"อยากให้เขียน เรื่อง ควอนตัม เป็นภาษาง่ายๆ"

 

ยอมรับว่า ควอนตัม ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมจึงอยากจะลองเพิ่มข้อจำกัดในการเขียนคราวนี้ว่า ...

 

ข้อที่หนึ่ง เน้นพูดถึงแต่ตัวที่คนรู้จักทั่วไป ตัวไหนที่คนไม่รู้จัก แม้จะมีพูดถึงในเชิงวิชาการ ก็จะข้ามไปเสียบ้าง

 

และข้อที่สอง ไม่ใช้คำต่างชาติต่างภาษา ใช้ภาษาไทยล้วน เขียนทับศัพท์ไปเลย

 

เผื่อจะช่วยความรู้สึกทางใจได้บ้าง ให้รู้สึกว่าไม่ยากนัก

 

ว่ากันตามจริง นับตั้งแต่ลูกแอปเปิ้ลตกใส่หัวนิวตัน จนเขาคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงมาอรรถาธิบายปรากฏการณ์รอบๆตัวได้ พวกเราก็เข้าอกเข้าใจได้ระดับหนึ่ง ทว่า ทฤษฎีของเขาใช้อธิบายได้แต่ในสิ่งที่ตาของมนุษย์มองเห็นเท่านั้น สิ่งที่เล็กเกินไป ระดับอะตอม และใหญ่เกินไป เช่นดวงดาวและจักรวาล ไม่สามารถจะอธิบายได้

 

ยกตัวอย่างเช่น ไม่สามารถอธิบายว่า แสงที่ควรจะเดินเป็นเส้นตรง กลับโค้งเมื่อวิ่งเฉียดผ่านดวงดาวที่มีมวลเยอะๆ เช่นดวงอาทิตย์ ตำแหน่งของดวงดาวจึงเขยิบย้ายที่ เมื่อมองเฉียดผ่านขอบดวงอาทิตย์ ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นได้เฉพาะเมื่อตอนเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเท่านั้น คือเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์มาบดบังแสงดาว

 

หรือคำถามว่า ทำไม อิเล็กตรอน ที่วิ่งวนอยู่รอบนิวเคลียส หรือแกนกลางของอะตอม จึงไม่ถูกดูด จนตกลงไปที่แกนของอะตอมบ้าง ไม่เหมือนดาวเทียม ที่บางครั้งก็ตกลงมาบนโลกของเรา

 

เรื่องนี้ คุณปู่พลังค์ มีคำตอบ

 

คงจำ แมกซ์ พลังค์ เพื่อนซี้ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้นะครับ เพราะทั้งคู่เป็นสองนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

 

ไอน์สไตน์ มีสมการคู่กาย ที่บอกว่า มวลคือพลังงาน เพราะ พลังงานเท่ากับ มวลคูณกับค่าคงที่ คือ ความเร็วแสงยกกำลังสอง ของที่เล็กกระจิ๊ดระดับอะตอม จึงมีการเรียกหน่วยวัดประหลาดๆ ไม่เหมือนของใหญ่ๆ โดยเรียกหน่วยพลังงานว่า อิเล็กตรอนโวลท์ ไม่เรียกจูล และเรียกหน่วยวัดมวลว่า อิเล็กตรอนโวลท์ต่อความเร็วแสงยกกำลังสอง ไม่เรียกกิโลกรัม เพราะหน่วยวัดโตเกินไป

 

พลังค์ ก็มีสมการคู่กายเกี่ยวกับพลังงานเหมือนกัน เขาบอกว่า ความถี่ คือพลังงาน หรือ พลังงานเท่ากับ ความถี่คูณกับค่าคงที่ และค่าคงที่อันนี้ก็ได้รับเกียรติให้มีชื่อเรียกตามชื่อของเขา คือ "ค่าคงที่ของพลังค์" นั่นเอง

 

เมื่อสามปีที่แล้ว ใครที่อยู่ในแวดวงของมาตรฐานการวัด คงทราบแล้วว่า มาตรฐานความยาวหนึ่งเมตร ได้เปลี่ยนจาก "ไม้เมตรมาตรฐาน" มาเป็นการคำนวณจาก "ค่าคงที่ของพลังค์" นี่แหละ

 

พลังค์ และ ไอน์สไตน์ เป็นคู่เสริมบารมีซึ่งกันและกัน

 

หลังจากที่พบว่า ทฤษฎีของนิวตัน ไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่เล็กกระจิ๋วหลิวระดับอะตอม และสิ่งที่ใหญ่มหึมาอย่างดวงดาวได้ จึงเกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมาอีกสองทฤษฎี ที่เขย่าความรู้สึกของคนทั่วไปพอสมควร นั่นก็คือทฤษฎีควอนตัม ที่เริ่มจากพลังค์ และ ทฤษฎีสัมพันธภาพ ที่เริ่มจากไอน์สไตน์

 

เมื่อคราวที่ไอน์สไตน์ เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมาใหม่ แทบทุกคนที่อยู่ในแวดวงวิชาการ งุนงงกันหมด รางวัลโนเบลที่ไอน์สไตน์ได้นั้น ได้จากเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะกรรมการรางวัลโนเบล อาจจะกำลังงงเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพกันอยู่

 

แต่คนที่ไม่งง และสนับสนุนทฤษฎีของไอน์สไตน์นี้เต็มตัว ก็คือพลังค์นั่นเอง

 

มาดูทฤษฎีควอนตัมของพลังค์บ้าง

 

พลังค์เสนอว่า พลังงานในของที่เล็กๆนั้น มันจะเป็นก้อนพลังงานจำนวนต่ำสุดอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเป็นเท่าไหร่ก็ได้ และอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งเท่า สองเท่า ไปเรื่อยๆ เป็นก้อนพลังงาน และเมื่อความถี่เพิ่มขึ้น พลังงานก็เพิ่มขึ้น อย่างเช่น ในกรณีของ อิเล็กตรอน ที่วิ่งอยู่รอบนิวเคลียสของอะตอม มันจะมีชั้นของมัน ไม่ใช่ว่าจะอยู่ที่ระดับระยะห่างจากแกนเท่าใดก็ได้ เหมือนกับห้างสรรพสินค้าที่คนไปเดินกัน จะต้องไปเดินชั้นล่าง ชั้นหนึ่ง หรือชั้นสอง จะไปเหาะอยู่ระหว่างชั้นนั้น ไม่ได้ กรณีของอิเล็กตรอน ถ้าพลังงานสูง ก็อยู่ชั้นบน สูงมากขึ้นก็อาจกระเด็นหลุดไปเลย เป็นอิเล็กตรอนอิสระ ถ้าพลังงานต่ำ ก็อยู่ชั้นต่ำ และถ้าคายพลังงานออกมาอีก เช่นกลายเป็นแสง ก็จะลงไปที่ชั้นต่ำกว่า แต่เมื่อลงมาถึงชั้นพื้นของอิเล็กตรอน มันจะคายพลังงานต่อไปก็ไม่พอที่จะต่ำลงไปกว่านี้อีกได้ ชั้นพื้นของอิเล็กตรอนนั้น ไม่ใช่พื้นผิวของแกนกลางอะตอม แต่อยู่ห่างออกมาหน่อย รัศมีวงโคจรของอิเล็กตรอนชั้นในสุดนี้จึงทำให้อะตอมไม่สามารถมีขนาดเล็กลงไปกว่านี้ได้ ต่อมา คุณนีล บอร์ ได้คำนวณรัศมีวงโคจรชั้นในสุดของอิเล็กตรอนนี้ว่ามีระยะห้าร้อยสามสิบ นาโนเมตร

 

ดังนั้น อิเล็กตรอน จึงไม่มีทางตกลงไปที่พื้นผิวแกนกลางอะตอมแน่นอน

 

ก้อนพลังงาน หรือพลังงานจำนวนหนึ่งนี้ เขาใช้คำจากภาษาละตินมาใช้เรียกว่า ควอนตัม ถ้ามีหลายๆก้อน ก็เรียกว่า ควอนต้า ถ้าเป็นคำคุณศัพท์ เรียกว่าควอนตัส คล้ายๆชื่อสายการบินออสเตรเลียนั่นแหละ

 

คราวนี้ ไอน์สไตน์ก็รับลูกพลังค์ บ้าง ไอน์สไตน์เสนอเรื่องแสงเป็นคลื่น จึงมีความถี่ ทำให้เกิดพลังงาน ถ้าความถี่สูง พลังงานก็สูง เช่นแสงเหนือม่วง หรือยูวี ย่อมมีพลังงานสูงกว่าแสงธรรมดา ส่วนแสงที่มีความถี่ต่ำกว่าสีแดง หรืออินฟราเรด พลังงานก็ต่ำลงไปอีก โดยมีตัวนำก้อนพลังงานที่เล็กที่สุด ที่ต่อมาเรียกว่า โฟตอน และเมื่อเทียบโฟตอน ที่เป็นคลื่น และถือว่าไม่มีมวล กับ อิเล็กตรอน ที่เป็นอนุภาคมีมวล ก็มีลักษณะที่คล้ายกันหลายอย่าง และเมื่อฉายแสงให้โฟตอนไปตกกระทบโลหะบางชนิดก็จะเกิดมี อิเล็กตรอน กระเด็นออกมา

 

ไอน์สไตน์ ได้รับรางวัลโนเบลในเรื่องของโฟตอนกับอิเล็กตรอนนี้ครับ ส่วนเรื่อง ทฤษฎีสัมพันธภาพนั้น กรรมการคงยังมึนกันอยู่

 

นับตั้งแต่มีทฤษฎีควอนตัม ก็มีการขุดคุ้ยงัดแงะเรื่องอะตอมนี่กันใหญ่ จากเดิมคำว่า อะตอม ที่หมายถึงตัดแบ่งออกไปอีกไม่ได้แล้ว ก็กลายเป็นว่า ถูกปอกเปลือกออกไปเรื่อยๆ

 

เริ่มจากอิเล็กตรอน ที่เป็นหนึ่งในอนุภาคมูลฐาน เช่นเดียวกับ โฟตอน ที่ถือเป็นอนุภาคมูลฐาน ด้วยกันทั้งคู่

 

เราจึงรู้จักอนุภาคมูลฐานสองตัวไปแล้วนะครับ คราวนี้ก็มาถึงแกนกลางของอะตอมหลังจากถูกปอกเปลือกออกไป เหลือแต่ตัวล่อนจ้อน ที่หลายๆคนรู้จักดีว่า มันคือโปรตอน และบางทีก็มีนิวตรอนด้วย

 

ที่ว่าเป็นที่รู้จักก็เพราะเรารู้กันดีว่า โปรตอนที่แกนกลางของอะตอมมันจะมีประจุบวก เท่ากับจำนวนประจุลบของ อิเล็กตรอน ที่อยู่รอบๆ

 

และเราก็รู้กันอีกว่า นิวตรอนมีประจุเป็นศูนย์

 

ถ้างั้น อนุภาคมูลฐานของอะตอมคือ อิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอน ใช่หรือเปล่า

 

ถ้าเด็กเอาไปตอบ ครูก็จะให้คะแนนแค่หนึ่งในสาม เพราะถูกตัวเดียว คือ อิเล็กตรอน

 

ทฤษฎีควอนตัมบอกว่า แกนกลางของอะตอมยังผ่าลงไปได้อีกครับ คือผ่าได้ทั้งโปรตอนและนิวตรอน และไม่น่าเชื่อว่า ไส้ในของทั้งโปรตอนและนิวตรอน มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ครับ เพียงแต่ว่าจำนวนไม่เท่ากันเท่านั้นเอง และแน่นอนว่า มันคืออนุภาคมูลฐาน เรียกสั้นๆว่า "ควาร์ก"

 

ควาร์ก ในโปรตอน และนิวตรอน มีประจุไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งชนิดประจุบวก และชนิดประจุลบ แต่ไม่เต็มหน่วยเหมือน อิเล็กตรอน ที่มี ประจุลบหนึ่งเต็มๆ

 

ควาร์ก ที่มี ประจุบวก จะมีขนาดประจุ บวกสองในสาม

 

ควาร์ก ที่มีประจุลบ จะมีขนาดประจุ ลบหนึ่งในสาม

 

โปรตอน จะมี ควาร์ก สามตัว เป็นควาร์กประจุบวกสองตัว ประจุลบหนึ่งตัว รวมประจุแล้ว จะได้บวกหนึ่งพอดี

 

นิวตรอน มีควาร์กสามตัวเช่นกัน แต่เป็นประจุเป็นบวก หนึ่งตัว และลบ สองตัว รวมแล้วประจุจึงเป็นศูนย์

 

เรารู้จักอนุภาคมูลฐานซีกมวลสาร หรืออะตอม กันแล้วนะครับ คือควาร์ก และอิเล็กตรอน ส่วนซีกของแรง เพิ่งจะแนะนำไปเพียงตัวเดียว คือโฟตอน

 

อย่าเพิ่ง งง ว่าทำไมพูดถึงเรื่องโฟตอนที่คนทั่วไปจะนึกถึงแสงอาทิตย์อยู่ดีๆ กลายเป็นเรื่องแรงไปเสียแล้ว … รอสักครู่ครับ

 

ตามทฤษฎีควอนตัม จักรวาลของเรา ประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานไม่กี่ตัว แบ่งได้เป็นสองอย่าง คือ พวกมวล กับพวกแรง

 

บางคนอาจจะนึกว่า พวกมวล คือสสาร และพวกแรง คือพลังงาน หรือเปล่า เพราะว่า เราเคยเรียนกันมาแต่เล็กว่า สสารและพลังงานย่อมไม่เกิดขึ้นใหม่ หรือสูญหายไป

 

แต่แท้ที่จริงแล้ว มวลและพลังงาน มันเป็นเรื่องเดียวกัน ตามสมการของไอน์สไตน์

 

ส่วนแรง หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมวลสิครับ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ในทฤษฎีควอนตัม บางทีก็เรียกแรงว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมวล จะได้ไม่สับสนกับแรงที่เราคุ้นเคยเช่นเวลาที่เราออกแรงทำอะไร

 

แล้วแรงพื้นฐานจักรวาลของเรา มีกี่อย่างกัน

 

หลายคนอาจจะรู้แล้วว่า มีสี่อย่าง

 

พอบอกว่ามีสี่อย่าง อาจจะนึกนอกเรื่องไปถึงธาตุสี่ คือดิน น้ำ ลม ไฟ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์โบราณต่างๆ เนื่องจากใช้คำว่าธาตุ อาจทำให้สับสนกับธาตุทางฟิสิกส์ในตารางธาตุ เพราะความจริงมันเป็นคำเรียกสถานะของสสารต่างหาก ว่ามันเป็นของแข็ง ที่แข็งเหมือนดิน ของเหลว ที่ไหลเหมือนน้ำ ก๊าซ ที่พัดไปมาเหมือนลม หรือพลาสมา ที่ร้อนเหมือนไฟ

 

กลับมาที่แรงทั้งสี่ของจักรวาลกันใหม่ ว่ามันมีอะไรบ้าง

 

แรงอย่างแรกที่คนทั่วไปรู้จักกันมานาน ตั้งแต่นิวตันโดนลูกแอปเปิลหล่นใส่หัวโน่นเลย คือแรงโน้มถ่วง หรือแรงดึงดูด ที่ดูดกันระหว่างมวล มีระยะทำการไกลมาก แม้แต่ดวงดาวยังดูดกันได้ แต่มีแรงอ่อนที่สุด

 

แรงอย่างที่สอง พบเมื่อฟาราเดย์พบเรื่องไฟฟ้า ต่อมาพบว่า มันเป็นเรื่องเดียวกับแม่เหล็ก กลายเป็นแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เอาชนะแรงโน้มถ่วงได้อย่างสบาย เพราะมากกว่าถึงสิบยกกำลังสามสิบหกเท่า หลายล้านเท่าเลยละ จีนจึงทำรถไฟฟ้าลอยเหนือรางที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ได้

 

แรงอย่างที่สาม เป็นแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน ทำให้ธาตุกัมตรังสีสลายตัวเป็นธาตุอย่างอื่น ที่เรียกสั้นๆว่า ดีเคย์

 

แรงอย่างที่สี่ เป็นนิวเคลียร์อย่างแรง ที่คนเราเอามาทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และระเบิดปรมาณูนั่นแหละครับ เป็นแรงที่มากกว่าแรงแม่เหล็กไฟฟ้าถึงร้อยเท่า หรือมากกว่าแรงโน้มถ่วง หลายล้านเท่า คือ สิบยกกำลังสามสิบแปดเท่า ทำให้โปรตอนซึ่งมีประจุบวกทุกตัว ซึ่งควรจะผลักกันเองจนกระเด็นคนละทิศละทาง กลับถูกแรงนี้เชื่อมให้ติดกันได้ มันจึงเป็นแรงที่แรงที่สุดในบรรดาแรงทั้งสี่นี้

 

ทฤษฎีควอนตัมระบุว่า แรงเหล่านี้เกิดจากอนุภาคพื้นฐาน นั่นคือ ...

 

กลูออน เป็นอนุภาคที่เชื่อมโปรตอนให้ติดกัน เป็นแรงของนิวเคลียร์อย่างแรง ยิ่งกว่ากาวตราช้างอีก กาว จึงใช้คำว่า กลู

 

โบซอน เป็นอนุภาคพื้นฐานที่ทำให้เกิดแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน ให้สารกัมมันตรังสีค่อยๆเสื่อมไป

 

โฟตอน ชื่อเหมือนโฟโต้หรือการถ่ายรูปเพราะเกี่ยวกับแสง ที่ถูกแนะนำตัวไปในตอนแรกนั่นแหละครับ เป็นอนุภาคพื้นฐานสำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิด ตั้งแต่ความถี่ต่ำ พลังงานต่ำ เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นอินฟราเรดสำหรับรีโมทที่กดดูทีวี จนไปถึงคลื่นแสงที่ตามองเห็น คือแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน จนถึงความถี่สูงและพลังงานสูงขึ้นไปอีกคือ รังสียูวี รังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมมา

 

และสุดท้าย แกรวิตอน ชื่อคล้ายๆ แกรวิตี้ ที่แปลว่าแรงดึงดูดของโลกนั่นแหละครับ และปัจจุบันเหลืออยู่เพียงตัวนี้ตัวเดียว ที่ยังเป็นเรื่องทางทฤษฎีอยู่

 

ใครที่ ทำการทดลองหรือพิสูจน์ว่าเป็นจริง ได้แล้วละก็ ...

 

รีบป่าวประกาศเลย รางวัลโนเบล ไม่ไปไหนเสียแน่นอน !! ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-10-31

 

ศีลสิบของนักเดิน

.

ยุคโควิด หรือยุคหยุดเชื้อเพื่อชาติ อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน สนามกีฬาปิด ยิมก็ปิด (เมื่อวาน ไทยรัฐเสนอข่าวว่า: กลุ่มฟิตเนส ร้องขอความช่วยเหลือจากกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ผลักดันปลดล็อกให้กลับมาเปิดกิจการได้เหมือนกิจการอื่นๆ) ต้องออกกำลังกายภายในบ้านแทน ก็เดินไปเดินมานี่แหละครับ ดีที่สุด และทุกค่ายทุกสำนัก ต่างลงความเห็นตรงกันหมดว่า ถ้าเดินวันละหมื่นก้าวได้ละก้อ - แจ๋วเลย

.

มีคำถามอยู่อย่าง ที่เมื่อนำเอาไปถามใคร ถ้าอยู่ใกล้ๆรัศมีทำการอาจจะถูกยันเอาได้ง่ายๆ คือคำถามที่ว่า "เดินเป็นรึเปล่า" เพราะพวกเราย่อมเดินได้กันทุกคนอยู่แล้ว เพราะหัดเดินมาตั้งแต่เล็ก ต่อจากการคลาน

.

แต่เดินได้ กับเดินเป็น ไม่เหมือนกันนะครับ แบบเดียวกับการว่ายน้ำ ถ้าว่ายน้ำได้ เหมือนกับการชูคอ ว่ายวัดวาไปเรื่อย ก็โอเค ไม่จม แต่คงไปว่ายแข่งกับใครเขาไม่ได้ เพราะพวกที่เขาว่ายเป็น เช่น ว่ายฟรีสไตล์ เขาจะรู้ว่า ต้องทำอย่างไร เช่น การพลิกหน้าขึ้นมาหายใจ เป็นต้น

.

เดินออกกำลังกายนี่ก็เหมือนกันครับ ผมบังเอิญอ่านเจอข้อห้าม 10 ประการ (หรือ ศีลสิบ เท่ากับศีลสามเณร) ของการเดิน ที่คุณ Wendy Bumgardner เขียนไว้ที่ verywellfit .com และตรวจสอบความถูกต้องโดยคุณหมอ Richard Fogoros ในชื่อเรื่อง "10 Walking Mistakes to Avoid" ซึ่งมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ เพื่อที่จะได้เปลี่ยนจากการ "เดินได้" มาเป็น "เดินเป็น" ดังนี้ครับ

.

1. ไม่ควรก้าวยาวเกินไป (overstriding)

.

บางคนเข้าใจผิด คิดว่า การก้าวเท้ายาวขึ้น จะทำให้เดินได้เร็วขึ้น หารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าไปข้างหน้ามากเกินไป อาจเกิดการบาดเจ็บที่หน้าแข้งได้ (shin splint) หลักการที่ถูกต้องคือ "ก้าวหลังยาว ก้าวหน้าสั้น" (longer in the back shorter in front) ไปให้เร็วได้ด้วยการใช้ขาหลังดัน กล่าวคือ การที่จะทำให้เดินเร็วขึ้นนั้น ต้องก้าวสั้นลง แต่ก้าวเร็วขึ้น (shorter, quicker steps)

.

2. ไม่ควรสวมรองเท้าผิด

.

เปล่าครับ ไม่ได้หมายความว่าสวมผิดที่สลับซ้ายขวา นั่นมันผิดอย่างชัดเจนมากไปหน่อย หรือไม่ก็เมา เพราะสวมผิดข้าง ส่วนข้อนี้หมายถึง สวมผิดคู่ คือที่จริง รองเท้าอะไรมันก็เดินได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าจะเดินชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่ถ้าจะเดินเป็นเรื่องเป็นราวต้องหารองเท้าสำหรับเดิน (walking shoes) ซึ่งควรจะ นุ่ม เบา พื้นงอได้ ไม่แข็ง และไม่เก่าจนเกินไป เพราะใช้งานมาเป็นปี จนเบาะรอง (cushioning) มันเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา พวกฝรั่งเขาเปลี่ยนรองเท้าเมื่อใช้งานมาเกิน 500 ไมล์ หรือเท่ากับ 800 กิโลเมตร (ใครจะมานั่งนับนะ)

.

ข้อที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ รองเท้าเดินนั้นต้องไม่คับเกินไป เราใช้สวมเดินอย่างจริงจังนะครับ ไม่ใช่เดินแฟชั่น และถ้าต้องเดินเกินกว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อออกกำลังกายแล้ว ต้องใหญ่กว่ารองเท้าปกติ (dress shoes) เพราะ เท้าเราจะขยายขึ้นจากการสูบฉีดโลหิตที่มากขึ้นครับ (บางคนละเอียดมาก แบกรองเท้าคู่เก่าไปที่ร้านขายด้วย ให้คนขายมืออาชีพเขาดูรอยสึกที่พื้นรองเท้า เพื่อเลือกสรรคู่ใหม่ให้เหมาะกับสไตล์การเดิน)

.

3. ไม่ควรก้าวเท้าแบนราบๆ ตบเท้ากับพื้น (flat-footed)

.

ความหมายของ "flat-footed" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีอุ้งเท้า หรือเท้าแบนราบ แต่หมายถึงการเดินก้าวเท้าหน้าให้ส้นเท้าและปลายเท้าลงพื้นพร้อมกัน ตบพื้นดัง ตั้บ-ตั้บ-ตั้บ เหมือนเวลาที่ทหารเดินสวนสนาม นั่นแหละครับ รองเท้าทหาร พื้นมันแข็ง ต้องทำอย่างนั้น ส่วนเราเดินออกกำลังกาย พื้นรองเท้าอ่อนยืดหยุ่นอยู่แล้ว ไม่ควรทำ อาจเกิดอาการ shin pain หรือเจ็บบริเวณหน้าแข้งได้ วิธีที่ถูกคือ ใช้วิธี "rolling" หรือกลิ้งเท้า จากส้นเท้าไปหาปลายเท้า

.

คุณ Bumgardner ยังแถมวิธีที่จะช่วยทำให้ช่วงขาส่วนล่างแข็งแรงให้ด้วยครับ คือ …

.

เขย่งปลายเท้า (toe raises): ให้ไปยืนบนบันได หันหน้าเข้าเหมือนจะเดินขึ้น แต่ยืนแค่ครึ่งเท้า คือให้แค่ปลายเท้าที่รับน้ำหนัก ส่วนส้นเท้าลอยอยู่กลางอากาศพ้นบันไดไป เขย่งปลายเท้ายกตัวขึ้นลง นั่นคือ ให้ส้นเท้ายกขึ้นยกลงสัก 10 หรือ 20 เที่ยว

.

เล่นด้วยเท้า (foot fun): ถ้านั่งอยู่ในระหว่างวัน เท้าเหยียบพื้นอยู่ ให้ tap หรือกระดกปลายเท้าขึ้นลงสัก 2-3 วินาที (ก็ดูด้วยละกันว่า กำลังนั่งอยู่กับใครที่เราจะต้องสำรวมกิริยาหรือเปล่า ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะนึกว่าเรากำลังอยากจะลุกไปทำอะไรเขา) เสร็จแล้วก็ยกเท้าขึ้นมา จินตนาการในการเขียนตัวอักษรด้วยเท้า แล้วก็สลับไปทำที่เท้าอีกข้างหนึ่ง

.

เดินส้นเท้า (heel walking): ตอนที่เราเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกกำลังกาย (warmup) ลองเดินด้วยส้นเท้าสัก 30 วินาที

.

4. ไม่ควรหยุดแกว่งแขน

.

เราเดินออกกำลังกายนะครับ ไม่ใช่เดินจงกรม จึงควรแกว่งแขนไปตามธรรมชาติ เพื่อจะ balance หรือให้สมดุลกับการเคลื่อนไหวของขา ที่ว่าตามธรรมชาติหมายถึงแขนมันจะกางออกไปเองเมื่อไปข้างหลัง และงอเข้ามาเองเกือบ 90 องศาเมื่อไปข้างหน้า

.

การแกว่งแขน แต่แขนตรงทื่อ ก็ไม่ใช่อีก เพราะมันจะเหมือนกับเราต้องแกว่งลูกตุ้มอันยาวเพิ่มขึ้นมา ทำให้เดินได้ช้าลง การเหยียดมือไว้ตลอดเวลาขณะเดิน จะสังเกตได้ว่า มือจะบวมขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออากาศร้อน

.

5. ไม่ควรแกว่งแขนมากเกินไป

.

คราวนี้ตรงกันข้ามกับข้อ 4. เลยทีเดียว การแกว่งแขน ก็เหมือนเรื่องที่ต้องการความเหมาะสมทั่วๆไป คือ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี และที่สำคัญ บางคนทำมากไปจนกลายเป็นตลก ซึ่งแยกได้เป็น 3 อย่างคือ

.

แขนแข็งทื่อเป็นไม้พาย (straight flapping or padding arms): คือยืดแขนตรงเหมือนจะบินแบบนก หรือใช้มืออย่างกับใบพายเหมือนนักว่ายน้ำ หรือตรงทื่อ อยู่ข้างตัว เหมือนนกเพนกวิน

.

แขนงอกางเป็นไก่ (chicken winging): คืองอแขน แต่ไปข้างๆ ไม่ใช่หน้าหลัง มือผ่านไปผ่านมาอยู่แถวหน้าอก ส่วนข้อศอกยิ่งหน้ากลัว เพราะอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อผู้ร่วมเดิน (ฮ่า)

.

แขนยกสูง (high hand): นึกถึงภาพการเดินสวนสนามของแขกอินเดีย จีน และรัสเซียขึ้นมาทีเดียว เพราะเขาชอบแกว่งแขนยกสูง ผ่านหน้าอก ขึ้นมาถึงระดับคาง หรือจมูก

.

การแกว่งแขนที่พอเหมาะพอดี คือ แกว่งไปข้างหลังเหมือนกับจะหยิบของในกระเป๋าหลังของกางเกง และเมื่อแกว่งมาข้างหน้าก็ไม่ควรจะเกินระดับพุง ไม่ใช่เลยขึ้นมาถึงหน้าอก

.

6. ไม่ควรก้มหน้าเดิน

.

เวลาเราตั้งใจจะทำอะไร โบราณสอนให้ก้มหน้าก้มตาทำไป แต่ทำอย่างนี้กับการเดินไม่ได้ครับ ถ้าก้มมองแต่ขา หรือดูแต่พื้นเหมือนคอยมองหาว่าใครทำเหรียญตกไว้บ้าง อย่างนี้ไม่ได้เรื่องแน่ และที่แย่ก็คือดูมือถือตลอดเวลาขณะเดินครับ

.

การเดินที่ดี ต้องอกผายไหล่ผึ่ง คือ ยืดอก มองตรง เชิดคาง คือคางต้องขนานกับพื้น จะได้หายใจได้สะดวก และไม่มีปัญหาในเรื่องปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่

.

7. ไม่ควรเดินตัวโย้ (leaning)

.

เดินตัวโย้ซ้ายขวา คงไม่มี เพราะนั่นคงจะเมาแล้ว แต่ที่ต้องระวังคือ อย่าโย้หน้าโย้หลัง การเดินโน้มตัวไปข้างหน้าหน่อย พอได้ แต่อย่าให้เกิน 5 องศา (แหม ช่างวัด) เหตุผลก็ง่ายๆว่า จะทำให้ปวดหลัง

.

คนที่ชอบเดินตัวไม่ตรง พวกมืออาชีพเขาแนะนำให้แก้ด้วยการ ซิท-อัพ (sit-up) ผมก็ไม่รู้ว่ามันแก้กันได้อย่างไรเหมือนกัน

.

8. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะกับการเดิน

.

อุปกรณ์การสวมใส่ในการเดินออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่รองเท้าเท่านั้น เสื้อผ้าสำหรับเดิน (walking clothes) ก็สำคัญเช่นกัน กล่าวโดยรวมๆสำหรับอุปกรณ์การสวมใส่ทั้งตัว ตั้งแต่หัวถึงเท้า ต้องระวังไม่ให้เกิดอาการดังต่อไปนี้คือ

.

เสื้อผ้ามากไป - ร้อน เหงื่อแตกพลั่ก หรือน้อยไปจนหนาวตัวสั่นงันงกในหน้าหนาว

.

เดินเวลากลางคืน เสื้อผ้าสีเข้มโดยไม่มีแผ่นสะท้อนแสง - อันตราย

.

ไม่สวมหมวก

.

หากต้องสวมใส่ชุดทำงาน พร้อมรองเท้าที่แม้จะดูดี แต่สวมไม่สบายเท้า จึงไม่ค่อยได้เดิน

.

เพื่อความสะดวกสบายในการเดิน เสื้อผ้าจึงต้องเหมาะ ชั้นในสุด ติดผิวหนังของเรา ต้องเป็นผ้าประเภทซับเหงื่อ และให้ระเหยออกมาได้ง่าย ไม่ใช่ผ้าฝ้ายนะครับ แต่เป็นพวกตระกูลใยสังเคราะห์ (polypropylene) และอย่าเผลอไปเติมน้ำยาปรับผ้านุ่มในการซักผ้าพวกนี้นะครับ ไม่งั้นสารที่อยู่ในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะเข้าไปเคลือบ ทำให้ความสามารถในการดูดซับเหงื่อและให้ระเหยออกมาอีกทางของผ้าประเภทนี้จะหายไป

.

ในประเทศหนาว เสื้อผ้าชั้นถัดมา จะเป็นฉนวน อาจจะเป็นเสื้อเชิ้ตหรือ sweater ที่ถอดง่ายๆเมื่อเริ่มร้อนขึ้น และชั้นนอกสุดอาจจะเป็นพวกเสื้อแจ็คเก็ตกันลม (windproof)

.

ผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานบางคน ไม่ต้องการนั่งจุ้มปุ๊ก อยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งวัน ก็อาจจะขนรองเท้าสำหรับเดินไปด้วย สำหรับเดินช่วงเบรค หรือหยุดพักกลางวัน ก็ดีเหมือนกัน

.

9. ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ

.

คนเราไม่ใช่สัตว์น้ำก็จริง แต่ขาดน้ำไม่ได้แน่นอน อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อนเดิน ระหว่างเดิน และหลังเดิน

.

สิบนาทีก่อนเดิน ดื่มน้ำสักแก้ว แต่อย่าดื่มกาแฟนะ เพราะมันจะเป็นตัวขับน้ำอย่างดี เดี๋ยวจะกระหายน้ำบ่อยขึ้น ระหว่างเดินก็จิบน้ำทุกๆยี่สิบนาที หรือง่ายๆก็คือเมื่อรู้สึกหิวน้ำ และดื่มอีกสักแก้วเมื่อเดินเสร็จ แต่ถ้าเดินเป็นเรื่องเป็นราว ระยะทางไกลๆ เปลี่ยนจากน้ำดื่มธรรมดาเป็นน้ำดื่มเกลือแร่ (sport drink) ก็น่าจะดี เพื่อชดเชยกับเหงื่อที่ร่างกายขับออกมา

.

10. จบด้วยศีลข้อสุดท้ายได้น่ารักมาก คือ … ไม่ควรตะบี้ตะบันเดิน ต้องพักกันบ้างนะโยม มี tip แนะนำ ดังนี้ครับ

.

เว้นวัน (rest) อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และระหว่างวันก็ควรจะเลือกเป็นวันเบาๆบ้าง ไม่ใช่โหมหนักทุกวัน ร่างกายจะได้มีเวลาซ่อมสร้างส่วนที่สึกหรอกันบ้าง

.

นอน (sleep) อย่าลืมต้องนอนให้เพียงพอ

.

เปลี่ยนสลับไปทำอย่างอื่นบ้าง เช่น ถีบจักรยาน หรือโยคะ

.

ครบทั้ง 10 ข้อแล้ว หันกลับมามองตัวเอง พบว่า ผมคงจะต้องแก้ไขตัวเองบ้างละ และเดาว่า เพื่อนพ้องอีกหลายคนก็คงประสบปัญหาอย่างเดียวกัน เพราะว่า บ่อยมากเลยที่ละเมิดศีลข้อหกของการเดิน คือ ...

.

เดินไปดูมือถือไป นั่นเองครับ !!! ๏๛

.

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-09-12

 

 

ปู่โสมตาลีบัน

 

ถ้าพูดถึงปู่โสมเฉยๆ เราคงนึกเลยไปถึงวลีโบราณของเราว่า "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์"

 

แต่ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา (2021-08-15) คงจำเหตุการณ์สำคัญกันได้อย่างหนึ่ง คือ กรุงคาบูลแตก ตาลีบันยึดเมืองหลวงของอัฟกานิสถานได้

 

คงรู้กันแล้วนะครับว่า กรุงคาบูลแตก เป็นเพราะไบเดนสั่งถอนทหารอเมริกัน

 

บางคนนึกไปถึงว่า เหมือนตอนไซ่ง่อนแตกเลย แต่ขอบอกก่อนว่า เป็นความเหมือนที่ต่างกันมากเลยครับ

 

สงครามเวียดนาม เกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศ สมัยสงครามเย็น ที่อเมริกันชูประเด็นทฤษฎีโดมิโน คือประชาธิปไตยล้มติดต่อกันไป กลายเป็นคอมมิวนิสต์หมด พี่มะกันแกเลยเข้ามาขวาง โดยเข้ามาช่วยจัดการถล่มฝ่ายตรงข้าม ทำตัวเป็นตำรวจโลก แต่ผมอยากจะเรียกว่า ทหารอากาศโลกมากกว่า เพราะพี่แกเอาแต่เล่นอาวุธยาว เอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดเขาอย่างเดียว

 

ส่วนสงครามที่อัฟกานิสถาน ต่างกันมาก เพราะทหารอเมริกันเน้นการลุยไปบนบก

 

และยิ่งต่างกันมากขึ้นไปอีก ที่เพิ่งจะมารู้กันทีหลังว่า ผู้ที่เดินตามทหาร อเมริกันไป คือ นักธรณีวิทยา

 

รู้กันอยู่เต็มอกว่า สงคราม เป็นเรื่องของผลประโยชน์เสียมากกว่า อุดมการณ์

 

ลองย้อนหลังไปดูเหตุการณ์ในอดีตหน่อยเป็นไร

 

คงจำกันได้ดีถึงวันที่ตึกเวิลด์เทรดในนิวยอร์กถูกถล่ม (2001-9-11) ซึ่งอีกแค่ 6 วัน ก็จะครบรอบ 20 ปี และเป็น 20 ปีที่อเมริกันเข้าไปอยู่ในอัฟกานิสถาน

 

ทั้งนี้เพราะ อเมริกัน ซึ่งจ้องมานาน ได้ถือโอกาสนี้ บุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน อ้างว่าเพื่อไล่ล่าบินลาเดน ผู้ที่มะกันถือว่าเป็น master mind ของการก่อการร้าย และแม้ว่าการไล่ล่าจะเสร็จสิ้นแล้ว ก็ยังอยู่มาตลอด

 

ในบ้านเรา มักจะพูดกันมานานว่า เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่นั่นคือทรัพย์สินที่อยู่บนดิน แต่ที่อัฟกานิสถาน ทรัพย์ใต้ดิน มีมหาศาล

 

ในปี 2010 เพนตาก้อน หรือกลาโหมสหรัฐ ร่วมกับ หน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยา (Pentagon and the United States Geological Survey: USGS) เปิดเผยว่า แหล่งแร่ใต้ดินของอัฟกานิสถาน มีมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$1 trillion) และในปัจจุบัน น่าจะมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งมีทั้งทองคำ เหล็ก ทองแดง โครเมียม (chromium, copper, gold, iron ore, lead, lithium, marble, precious and semiprecious stones, barite, chromite, coal, natural gas, petroleum, precious and semi-precious stones, salt, sulfur, talc, and zinc) ในแหล่งแร่มากกว่า 1,400 แห่ง รวมทั้ง สิ่งจำเป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตที่กำลังบูม เพราะจะต้องมีแบตเตอรี่ที่ชาร์จได้นั่นคือ ลิเทียม นั่นเอง

 

มีการเปรียบเทียบว่า ซาอุดีอาระเบีย มีน้ำมัน ก็เหมือนกับอัฟกานิสถาน มีลิเทียม ซึ่งคาดกันว่า ที่นี่น่าจะมีมากที่สุดในโลก

 

ชาวอัฟกานิสถาน หวงแหนดินแดนของตน โดยอาจจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ใต้แผ่นดินที่ตนเหยียบอยู่ เพราะในดินแดนแถบนี้ได้มีการทำเหมืองทองคำมากว่า 2,000 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยของอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) และพวกเขาได้ต่อสู้เพื่อมาตุภูมิมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกฝรั่งมังค่า ที่รุกรานเข้ามา เพราะฝรั่งรู้ว่ามีอะไรดีๆอยู่ใต้บริเวณนั้น

 

ครับ ชาวอัฟกานิสถาน รบมาแล้วกับทั้งรัสเซียและอังกฤษ ก่อนจะมารบกับอเมริกัน

 

สองชาตินี้แหละ ที่มีข้อมูลทางธรณีของที่นี่ ก่อนที่สหรัฐจะเข้ามา

 

ชาติมหาอำนาจ ใช้อาวุธ แต่มีมหาอำนาจอีกชาติหนึ่ง ที่เข้าไปแบบตีสนิทในแนวความเป็นเพื่อน คือ จีน

 

และเป็นเพื่อนใกล้ชิดคือเพื่อนบ้านเสียด้วย

 

ถึงแม้ชายแดนส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถานจะถูกขนาบทางตะวันตกติดอิหร่าน ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดกับปากีสถาน แต่ก็ชายแดนตะวันออกสุด เป็นติ่งเล็กๆ ที่ติดกับจีน ก็ถือเป็นช่องทางที่จะขนอะไรต่อมิอะไรติดต่อกันได้

 

จีนจึงทำตัวเป็นพันธมิตรที่ดีมานาน - รวมทั้งกลุ่มตาลีบันด้วย

 

ก่อนหน้านี้ บริษัทจีน (Metallurgical Group Corporation: MCC) ก็เคยได้รับสัมปทาน ทำเหมืองทองแดง แต่มาชะงักไปช่วงที่มีการสู้รบกันนี่แหละ

 

เมื่อตาลีบันกลับมาชนะเบ็ดเสร็จ จีนก็น่าจะโชคดีกว่าเพื่อน เพราะเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ก่อนที่ กรุงคาบูลจะแตก ตัวแทนของตาลีบัน นำโดย Mullah Baradar ก็ไปเจรจากับจีน ให้สื่อถ่ายรูปหราคู่กับรัฐมนตรีต่างประเทศ (Foreign Minister Wang Yi) - แล้วอย่างนี้จะไปไหนเสีย … เสร็จจีน

 

ถ้าตราบใดที่แบตเตอรี่รถไฟฟ้ายังคงใช้เทคโนโลยีลิเทียมในการเก็บพลังงานอยู่ ตาลีบัน ก็ยังคงรั้งตำแหน่ง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ต่อไป แต่อย่าลืมว่าลิเทียม ไม่เหมือนน้ำมันที่มีพลังงานในตัว ส่วนลิเทียมเป็นแค่ที่เก็บพลังงาน เปรียบเสมือนแค่ถังน้ำมัน ดังนั้น ยุคน้ำมันเฟื่องฟู ใครๆก็ใช้น้ำมัน ซาอุดีอาระเบียจึงอู้ฟู่อยู่ได้ แต่ถ้ามีใครคิดวิธีเก็บพลังงานวิธีอื่นได้โดยไม่ต้องใช้ลิเทียม อาจจะเปรียบเสมือนว่า อัฟกานิสถานมีแต่ถังน้ำมัน ตาลีบันก็จะไม่ได้เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อีกต่อไป แต่อาจเปลี่ยนเป็นพ่อค้าขายของเก่าแทน

 

อ้าว! ธุรกิจขายของเก่านี่ รวยนะ !!!

 

ธุรกิจการทำเหมืองก็เป็นการขายของเก่าจริงๆน่ะแหละ และอัฟกานิสถานน่าจะเป็นแหล่งของเก่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เก่ามากแค่ไหน ทายกัน ...  40 ล้านปีไงครับ เก่าพอไหม

 

เมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว แผ่นเปลือกโลก (tectonic plates) ของ อินเดีย-ยุโรป กับ เอเชีย และ แอฟริกา ชนเกยกัน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเปลือกโลกบริเวณนี้ขนานใหญ่ (upheaval) ทำให้เกิดภูเขาสูงชันในบริเวณนี้มากมาย (region of towering mountains) และอัฟกานิสถานก็อยู่ในบริเวณนี้ ผลก็คือ บริเวณนี้จึงกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ด้านแร่ธาตุ (mineral heritage) มากมาย เช่น ทองคำ ทองแดง ยูเรเนียม เหล็ก โคบอลต์ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และ ลิเทียม

 

อัฟกานิสถาน จึงเป็นแหล่งแร่ธรรมชาติซึ่งอาจจะกลายเป็นหนึ่งในย่านของเหมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลกก็เป็นได้

 

คราวนี้ละ ตาลีบัน ก็จะกลายเป็นปู่โสมตัวจริง !!! ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-09-05

 

 

 อ๊ะ...อ๊ะ...หัวข้อต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายนะคะ ลองอ่านก่อนค่ะ

ผีอำ

 

สัปดาห์ก่อน คุยเกี่ยวกับการนอน แล้วต่อด้วยเรื่องความผิดปกติของการนอน คือการละเมอ รุ่นพี่อีกท่านขอคุยต่อเรื่องคล้ายๆกัน ที่บางท่านอาจเคยประสบพบเจอ คือ "ผีอำ"

 

พรรคพวกผมเล่าให้ฟังว่า …

 

"ช่วงสมัยวัยรุ่น เคยหลับฝันแล้วควบคุมความฝันได้ ที่ฝึกทำเป็นเพราะตอนนั้นนอนหลับแล้ว ผีอำ บ่อยมากๆ เลยต้องฝึกควบคุมความฝัน จะได้หลุดจากอาการผีอำ"

 

คนที่สามารถควบคุมความฝันได้นี่ หายากนะครับ เห็นมีแต่บ่นเสียดายความฝันที่ดีๆถ้าต้องตกใจตื่นเหมือนในเพลงลูกทุ่งที่พุ่มพวงร้อง

 

ความฝันที่ควบคุมได้ ฝรั่งเรียกว่า "lucid dream" มักจะทำได้ตอนวัยรุ่น บางทีนักบำบัดก็ใช้วิธีนี้เพื่อแก้อาการฝันร้าย แต่ lucid dream กับ ผีอำ นี่มักจะเกิดคู่กัน

 

ส่วนเรื่องความเชื่อก็มีแปลกๆ บางคนเชื่อว่า ถ้าฝันใกล้รุ่งจะเป็นจริง บ้างก็ว่า ถ้าตื่นขึ้นมาจากความฝัน แล้วอยากจะฝันให้ต่อเนื่องไป เป็นภาคสองให้กลับหมอนที่หนุนนอน … ว่ากันเรื่อยไป

 

แต่ที่แน่ๆ สิ่งนี้บอกได้อย่างหนึ่งว่า ผีอำ เกิดต่อจากความฝัน

 

เมื่อเปรียบเทียบกัน กับการ "ละเมอ" แล้ว จะคล้ายกันตรงที่ เกิดตรงช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนรูปแบบการนอนเหมือนกัน เพียงแต่ว่า การละเมอ เกิดช่วงหลังจากหลับลึกและกำลังจะเปลี่ยนเป็นหลับฝัน ส่วนผีอำ เกิดช่วงหลับฝันกำลังจะเปลี่ยนเป็นตื่น การละเมอจึงจำอะไรไม่ได้ แต่ผีอำ จะจำความฝันที่เพิ่งผ่านพ้นไปหยกๆได้

 

กลางปีที่แล้ว (2020-07-15) คุณ Baland Jalal และทีมงานซึ่งศึกษาเรื่องนี้มามากกว่าสิบปีในหกประเทศ ได้เขียนบทความลงใน Scientific American เรื่อง "ผีอำ ใจเราเอง" (Sleep Paralysis and the Monsters Inside Your Mind) เขาบอกว่า ผู้คนราวหนึ่งในห้า จะเคยมีอาการผีอำนี้ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ฟังดูเหมือนว่า เรื่องอย่างนี้จะประสบกันบ่อย แต่ทว่า มันเป็นเรื่องที่ดูลึกลับชอบกล

 

หลายร้อยปีมาแล้ว หลายชุมชนหลากวัฒนธรรมทั่วโลก ได้ยกให้การหลอกหลอนอย่างนี้ เป็นเรื่องของมนต์ดำ (black magic) ภูตผีปีศาจที่เล่าต่อๆกันมา (mythical monsters) หรือเรื่องราวอาถรรพ์นอกเหนือธรรมชาติต่างๆ (paranormal) แน่นอนว่า วิทยาศาสตร์ย่อมไม่ยอมรับ

 

ในอียิปต์ เชื่อกันว่า "ผีอำ" เกิดจาก "jinn" (genie) ตัวประหลาดที่อยู่เหนือธรรมชาติ ที่ออกมาข่มขู่ผู้คน และบางครั้งอาจถึงกับฆ่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เชื่อกันไปโน่น

 

ในอิตาลี เชื่อว่า เกิดจากแมวยักษ์ที่น่ากลัว (pandafeche)

 

ในแอฟริกาใต้ เชื่อว่า เกิดจากมนต์ดำที่ชื่อว่า segatelelo และตัวประหลาดร่างจิ๋วที่ชื่อว่า tokoloshe

 

ตุรกี เชื่อว่า เกิดจากวิญญาณลึกลับ ที่เรียกว่า karabasan

 

ส่วนพวกเดนิส (Danes) หรือชาวเดนมาร์ก ไม่งมงาย เพราะเชื่อว่าเกิดจากความเครียด

 

เทียบกันระหว่างอียิปต์กับเดนมาร์ก ทีมวิจัยพบว่า คนอียิปต์กลัวผีอำมากกว่า กลัวถึงขนาดเชื่อว่า อาจทำให้ถึงตายได้ ซึ่งคนกลัวขนาดนี้มีมากถึง 50% ของคนที่เคยเจออาการผีอำ และเขาพบว่า ยิ่งคนที่กลัวมากกว่า ก็จะมีอาการ ผีอำ นานกว่า ยิ่งกลัวยิ่งเจอ ว่างั้นเถอะ

 

อาการยิ่งกลัวยิ่งเจอนี้ ทีมวิจัยพบว่า ที่อิตาลีก็เป็นแบบเดียวกัน คือ ชาวบ้านที่มาจากแถบ Abruzzo region มากถึง หนึ่งในสาม เชื่อว่า ผีอำ เกิดจากตัวประหลาดที่ชื่อว่า Pandafeche และเช่นเดียวกับชาวอียิปต์ คือ ใครที่เจอผีอำ ก็มักจะเจออยู่นั่นแหละ

 

เมื่อปลายปีที่แล้ว (2020-11-05) คุณหมอ ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์ แพทย์ด้านประสาทวิทยา รพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปร่วมรายการเสวนา ของ The Standard ในรายการ "ไขความลับสมอง ส่องเทคโนโลยีควบคุมประสาท กับนักวิจัย neuroscience" ร่วมกับอาจารย์ ศิรวัจน์ อิทธิภูริพัฒน์ นักวิจัยศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ในระหว่างการสนทนา คุณหมอได้กล่าวถึงความผิดปกติของการนอนอย่างหนึ่ง คือเรื่อง "ผีอำ"

 

คุณหมอกล่าวว่า "ผีอำ" เกิดขึ้นตอนเราหลับฝัน (REM: Rapid Eye Movement) กำลังจะตื่น เรียกว่า ครึ่งหลับครึ่งตื่น เอกลักษณ์ของการหลับฝัน คือ สมองทำงาน แต่กล้ามเนื้อทั่วร่างกายไม่ดุกดิก เหมือนเป็นอัมพาต (paralyzed) เพราะถ้าร่างกายขยับตามเรื่องราวที่ฝัน อาจจะเกิดการบาดเจ็บได้ มีข้อยกเว้นอย่างเดียวคือ ลูกตา ตามปกติ ร่างกายจะเปลี่ยนจากการหลับฝันมาตื่นโดยผ่านการหลับตื้นก่อน ซึ่งจะผ่านไปโดยราบรื่น เพราะสมองจะปลดล็อก ให้ร่างกายขยับเยื้อนได้ แต่ถ้าเกิดเราตื่นขึ้นมาเร็วไปหน่อย ร่างกายยังไม่ทันปลดล็อก เราจะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า ร่างกายมีอะไรมากดทับ จนขยับตัวไม่ได้ เรียกว่า "sleep paralysis" แต่ไทยเรายกให้เป็นบทบาทของผีไปเสียเลย เรียกว่า "ผีอำ"

 

หลับโดยไม่ฝันดีไหม จะได้ไม่ถูก ผีอำ

 

ไม่ดีครับ เพราะว่า คุณภาพของการหลับที่ดีที่สุด คือ การหลับฝันครับ ดีกว่าหลับลึกอีก

 

ถึงแม้ว่า บางคนอาจจะไม่ชอบฝัน หรือไม่ชอบเรื่องราวในความฝัน อย่างเช่นเพื่อนบอกว่า ฝันว่าขึ้นรถโดยสารไม่ทัน เลยรู้สึกไม่ค่อยดี

 

อย่าไปสนใจเนื้อหาความฝันเลยครับ เหตุผลก็คือ การหลับฝัน เป็นการจัดการความจำของสมอง

 

ขณะหลับฝัน จะมีคลื่นสมองพิเศษอยู่ช่วงคลื่นหนึ่ง ความถี่อยู่ในช่วง 4~8 รอบต่อวินาที (Hz) เป็นการพบหลังสุด จึงได้ชื่อเป็นอักษรกรีกต่อท้ายชาวบ้านเขาว่า คลื่น เซต้า (theta)

 

ฟื้นความทรงจำกันหน่อยนะครับว่า คลื่นสมองที่พบก่อนหน้านี้ เรียกเป็นอักษรกรีกเรียงตามลำดับ ตามการค้นพบ ตรงกับอักษรโรมัน (อังกฤษ) คือ A B G และ D อ่านว่า อัลฟา เบต้า แกมมา และ เดลต้า ตรงกับความถี่ (Hz) แบ่งตามเลขยกกำลังของสองดังนี้คือ

 

Hz

^

|    แกมมา (คิด)

32

|    เบต้า (ลืมตา)

16

|    อัลฟา (พัก)

8

|   เซต้า (หลับฝัน)

4

|   เดลต้า (หลับ)

 

ความพิเศษของ คลื่นเซต้า ก็คือ มันจะเกิดช่วงที่เราหลับฝัน (REM)

 

และที่สำคัญ ส่วนของสมองที่ผลิตคลื่นเซต้าออกมามากที่สุด อยู่บริเวณ hippocampus ซึ่งอยู่ใจกลางของสมอง และมีทั้งซีกซ้ายและซีกขวา เป็นส่วนของความจำทั้งระยะสั้น และระยะยาว คนที่เป็นอัลไซเมอร์ สมองจะชำรุดที่บริเวณส่วนนี้ก่อน

 

ผีอำ จึงไม่น่ากลัว และมีข้อดีคือ ได้ผ่านช่วงการหลับฝัน ที่มีการจัดการเรื่องความจำให้เรียบร้อย อะไรที่ไม่จำเป็น สมองก็จะทิ้งไป (การลืม เป็นฟังก์ชันปกติอย่างหนึ่งของสมอง) เพียงแค่ตื่นแล้วสมองปลดล้อกร่างกายช้าไปหน่อย แต่ก็ดีเสียอีกที่ร่างกายถูกล้อกไว้ ที่น่ากลัวกว่าคือละเมอเดิน พรรคพวกเล่าให้ฟัง เหตุเกิดกับนักเรียนในโรงเรียนของลูกชาย ว่า …

 

"ครอบครัวพาเด็กไปเที่ยว พักที่โรงแรม กลางดึก เด็กตกจากชั้นดาดฟ้าลงมา พอไปตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า เด็กเดินขึ้นบันไดไปชั้นดาดฟ้าเอง ไม่มีใครบังคับหรือพาขึ้นไป ตรวจสอบพ่อแม่ ทราบว่า เด็กมีเรื่องของการเดินละเมออยู่  แต่คาดไม่ถึงว่า อาการจะมากขนาดนี้"

 

เป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้อำ

 

ถ้าไม่อยากฝันเพราะไม่อยากถูกผีอำจริงๆ แต่ก็อยากได้คลื่นเซต้ามาจัดการความจำให้ดีๆ มีอีกวิธีนึงที่ได้คลื่นเซต้าโดยไม่ต้องหลับฝัน ซึ่งนักวิจัยได้ไปทดสอบวัดคลื่นสมองพระทิเบตมาแล้ว สามารถทำได้โดยการ ...

 

นั่งสมาธิครับ !! (Jensen et al., 2015 increased theta waves have been seen in humans in 'no thought' meditation.) ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-08-29

 

ละเมอ

 

อาทิตย์ที่แล้ว ได้คุยกันถึงเรื่อง "คลื่นสมอง" เลยพาดพิงไปถึงเรื่องวงจรการนอน ซึ่งคงจำกันได้ว่า การหลับลึก (deep sleep) กับ การหลับฝัน (rapid eye movement หรือ REM ที่ลูกนัยน์ตากลอกอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ปิด) อยู่ตรงข้ามกัน  โดยมี การหลับตื้นคั่น การหลับลึกและหลับฝัน จะสลับกันวนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบรอบประมาณชั่วโมงครึ่งจึงตื่น คือ ...

      

             หลับฝัน

                   |

ง่วง — หลับตื้น — ตื่น

                   |

             หลับลึก

 

หลับตื้น จึงเป็นช่วงรอยต่อของทุกอย่าง ตลอดช่วงการนอนในแต่ละคืน รวมระยะเวลากว่าครึ่ง จะเป็นช่วงการนอนหลับตื้น

 

รุ่นพี่ที่เคารพถามว่า "ตอนละเมอลุกออกไปไม่รู้ตัวจะอยู่ช่วงไหน?"

 

งานนี้ เลยขออนุญาตถกแถลงยาวหน่อย เพราะการละเมอ ไม่ใช่รอบการนอนปกติ

 

เรื่องละเมอ ของไทยเรามีชื่อเดียว แต่ฝรั่งแยกออกเป็นสามอย่าง คือ ละเมอพูด (sleep talking) ละเมอนั่ง (night terror) และละเมอเดิน (sleepwalking)

 

เด็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กผู้ชาย มักจะละเมอ พอโตเป็นหนุ่มขึ้น การละเมอจะค่อยๆหายไปเอง และพบได้น้อยมากเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 

อย่างที่กล่าวแล้วว่า รอบการนอนปกติจะเป็นดังนี้คือ …

 

หลับตื้น —> หลับลึก —> หลับตื้น —> หลับฝัน

 

การละเมอจะเกิดขึ้นหลังจากที่เรานอนหลับลึกไปแล้ว และกำลังจะเปลี่ยนมาอยู่ในช่วงหลับฝัน

 

ธรรมดาของการหลับฝันนั้น สมองจะ "ปิดสวิตซ์" กล้ามเนื้อร่างกายให้หยุดหมด เหลือแต่ลูกตาอย่างเดียวและการทำงานของสมองเท่านั้น ปกติการเปลี่ยนจากหลับลึกมาหลับฝันนี้จะราบรื่นมาก โดยผ่านการหลับตื้นเพื่อปรับตัวมาก่อน ถ้าเปลี่ยนพรวดมาเลยจึงผิดปกติ กลายเป็นละเมอ

 

ถ้าจะบอกว่าอยู่ตรงหลับตื้นซึ่งอยู่ระหว่างหลับลึกและหลับฝันก็ไม่ใช่อีก เพราะหลับตื้นนี่ตื่นง่าย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายพร้อมตื่น แต่ละเมอนี่ตื่นยาก

 

ละเมอที่อาการเบาสุด คือละเมอพูด (sleep talking) ไม่ซีเรียสอะไร ตื่นเช้ามาก็ลืมหมด จำอะไรไม่ได้

 

แต่ละเมอนั่ง (night terror) คุณหมอ Elana Pearl Ben-Joseph ได้บรรยายอาการไว้ใน kidshealth .org เมื่อเดือนมิถุนายน 2017 ว่า เด็กจะมีอาการกลัว ลุกพรวดขึ้นนั่งทันที ร้องเสียงดัง หายใจเร็ว หัวใจเต้นแรง เหงื่อแตก มือเหวี่ยงซ้ายป่ายขวา แต่สักพักก็จะสงบ และกลับไปนอนต่อ

 

อาการอีกอย่าง ชื่อคล้ายกัน คือ ฝันร้าย (nightmare)  แต่เกิดต่างกัน อาการจึงต่างกัน ฝันร้ายจะเกิดช่วงหลับฝัน (REM) ถ้าตกใจตื่นจะยังจำความฝันได้ ส่วนละเมอนั่ง ถึงแม้จะมีอาการเหมือนกลัว แต่เกิดช่วงเลยหลับลึกไปแล้ว ถ้าปลุกให้ตื่นตอนนั้น จะงง สับสน และจำอะไรไม่ได้ สรุปว่า ฝันร้าย จะจำได้ แต่ละเมอ จะจำไม่ได้

 

ที่อันตรายมากกว่าเพื่อน คือ ละเมอเดิน (sleepwalking บางครั้งเรียกเป็นภาษาหมอว่า somnambulism) ซึ่งปลุกยากมาก จึงไม่ควรปลุก แต่ควรพยายามพากลับมานอน

 

บางคนที่เป็นมากนั้น คนที่บ้านต้องช่วยปิดประตูหน้าต่าง และเก็บของมีคมให้มิดชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านไหนเก็บปืนไว้ที่บ้าน (ฝรั่งรัฐเท็กซัส) ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยในการเก็บปืนให้ดีๆ

 

บางคนดูเหมือนปกติ คือเดินไปหยิบอะไรกิน บางคนทำความสะอาดบ้าน และที่น่ากลัวจะเกิดอันตรายคือ ไปปรุงอาหาร

 

แต่บางคนก็ทำอะไรประหลาดๆ เช่น เปิดประตูตู้ แล้วฉี่ใส่

 

บางคน เป็นเอามาก หยิบกุญแจรถขับออกจากบ้านไปเฉยเลย (ไม่ยักกะเรียกว่า sleep driving) มีจริงๆนะครับ ไม่ได้พูดเล่น เพียงแค่ในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยินเท่านั้นเอง คุณหมอที่รักษาอาการ แนะนำให้คนที่บ้านเก็บซ่อนกุญแจรถให้ดีกันเลยทีเดียว เพราะอันตรายมาก

 

ถึงแม้คนละเมอเดินจะลืมตา แต่จะดูแปลกๆ มองอย่างไร้จุดหมาย และคุยด้วยไม่รู้เรื่อง

 

เรื่องการละเมอนี้ มีการศึกษาพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่ คนใดคนหนึ่งเป็น เด็กก็มีโอกาสเป็น 45% แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็น เด็กมีโอกาสเป็นถึง 60%

 

และที่แปลกอีกอย่างคือ เด็กแฝดแท้ ที่หน้าเหมือนกัน มีการละเมอมากกว่าเด็กคนอื่น

 

ถ้าถามว่า มีคนละเมอมากไหม … คงมีคนถามแบบนี้เยอะ จึงมีการศึกษาวิจัยถึง 51 ครั้ง รวมเด็กและผู้ใหญ่กว่าแสนคน ได้ข้อสรุปออกมาว่า เด็ก ละเมอประมาณ 5% เทียบกับ ผู้ใหญ่ ละเมอ 1.5% โดยประมาณ

 

ในปี 2002 มีการศึกษาพบว่า การละเมอเดิน ไม่มีในลิงชนิดอื่น (non-human primates) ก็ยังไม่ชัดเจนว่า อาจมีแต่ยังไม่พบ หรือว่า เป็นสิ่งพิเศษสำหรับคนเราเท่านั้น

 

เจอแล้ว มรดกสำหรับมวลมนุษยชาติ …

 

การเดินละเมอไงครับ!! ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-08-22

 

คลื่นสมอง

 

พอได้ยินคำว่า "คลื่น" คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น คลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แม้แต่คลื่นในทะเล หรือคลื่นยักษ์สึนามิในมหาสมุทรไปโน่น ซึ่งมีพลังงานมหาศาลมาก

 

ถ้าเราลองนึกถึงคลื่นเล็กๆ ที่มีพลังงานน้อยนิด แต่สำคัญต่อชีวิตเรามาก ร่างกายเรามีสองอย่าง คือ คลื่นสมอง กับ คลื่นหัวใจ

 

คลื่นหัวใจ ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต รู้จักกันดีอยู่แล้ว ข้ามไปได้ คลื่นสมองสิครับ คนรู้จักกันน้อยจริงๆ

 

แต่ทุกวันนี้ คนเริ่มพูดถึงกันมากขึ้น ในสายธรรมะ มีการเชื่อมโยงคลื่นสมองกับ การทำสมาธิ และ การสวดมนต์ … แน่ะ ไปโน่นเลย

 

ส่วนคนเรียนสายวิทย์ มีการถามว่า คลื่นสมองเป็น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไหม

 

แสดงว่า คนถาม พยายามจะโยงมายังคลื่นพลังงานที่เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นคลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นความร้อน คลื่นแสงสว่าง คลื่นยูวี คลื่นรังสีเอ็กซ์ เรื่อยไปจนถึงคลื่นรังสีแกมมา ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งสิ้น

 

แต่คลื่นสมองมันเป็นไฟฟ้าที่เซลล์สมอง (neuron) ปะทุ (fire) สอดประสานเพื่อสื่อสารกัน จะเรียกว่าเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเคมี (electrochemical) ก็ย่อมได้

 

แต่ที่แน่ๆ คลื่นสมองเกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

 

การนอนหลับ แบ่งออกเป็นระยะต่างๆด้วย คลื่นสมองนี่แหละ

 

งั้นมาทำความรู้จักกับคลื่นสมองกันหน่อย

 

ตัวแรกที่ค้นพบก่อน จึงได้ชื่อเป็นคลื่นแรก คือ คลื่นอัลฟ่า (alpha) เป็นคลื่นสมองช่วงที่เราพักผ่อนนอนหลับตา จิตนิ่งๆ

 

ถัดมาคือคลื่นเบต้า (beta) เป็นช่วงที่เรารู้ตัว สมองปลอดโปร่งเตรียมคิด

 

สุดท้ายของคลื่นสมองความถี่สูงคือคลื่นแกมมา (gamma) เป็นช่วงที่สมองที่ทำงานหนัก คิดหนัก

 

นั่นคือช่วงตื่น ต่อไปเป็นช่วงหลับ

 

ช่วงที่หลับลึก คลื่นสมองต่ำสุดเรียกว่าคลื่นเดลต้า (delta) เด็กๆหลับอยู่ในช่วงคลื่นนี้บ่อย บางคนจึงเรียกว่า คลื่นเด็กๆ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ จะเรียกว่า คลื่นหลับลึก

 

ถ้ากำลังงัวเงีย จะหลับก็ไม่ใช่จะตื่นก็ไม่เชิง ฝรั่งไปเปรียบเทียบเหมือนกับตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดินที่เรียกว่า twilight zone คลื่นช่วงนี้มีการตั้งชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูว่าคลื่นเซต้า (theta)

 

การแบ่งช่วงคลื่น ว่าความถี่เท่าไหร่มีชื่อว่าอะไร ยังไม่มีการตั้งมาตรฐาน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าถ้าความถี่ต่ำกว่า 4 รอบต่อวินาที เขียนย่อว่า Hz (Hertz) เรียกว่าคลื่นเดลต้า หรือคลื่นหลับลึก

 

สูงกว่านี้อีกเท่าตัวคือจาก 4~8 Hz เรียกว่าคลื่นเซต้า หรือคลื่นสะลึมสะลือ

 

เพิ่มอีกเท่าตัวคือจาก 8~16 Hz เรียกว่า คลื่นอัลฟ่า หรือคลื่นพักผ่อน

 

เพิ่มอีกเท่าตัวจาก 16~32 Hz เรียกว่าคลื่นเบต้า หรือคลื่นรู้ตัว

 

สุดท้ายเกิน 32 Hz เป็นต้นไป เป็นคลื่นแกมม่า ที่สมองคิดเต็มที่

 

มาดูเรื่องการนอนหลับบ้างว่า เกี่ยวข้องกับคลื่นสมองอย่างไร

 

คนเราหลับแล้วจะต้องฝัน คนที่บอกว่าไม่ฝันเลยนั้น เป็นเพราะจำไม่ได้ ส่วนคนที่จำได้ว่าฝัน เป็นเพราะตื่นขึ้นมาช่วงที่กำลังฝันพอดี

 

ขณะที่หลับฝัน ลูกนัยน์ตาจะกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว เรียกว่า REM (rapid eye movement)

 

ส่วนในช่วงที่นัยน์ตาไม่ขยับ (non-rapid eye movement หรือ NREM) จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ N1, N2, N3 และ N4

 

N1 จะเป็นช่วงเริ่มหลับ

N2 เป็นช่วงหลับตื้น

N3 เริ่มหลับลึก

N4 ช่วงหลับสลบไสล

 

N1 จะง่วง สลึมสลือ พร้อมจะหลับ คลื่นสมองจะเริ่มช้าลง และกล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย

 

N2 เป็นช่วงหลับตื้น ลูกนัยน์ตาหยุดนิ่ง ความถี่คลื่นสมอง ลดลงอีก กล้ามเนื้อร่างกายหยุดเคลื่อนไหว หัวใจเต้นช้าลง และอุณหภูมิร่างกายลดลง

 

N3 และ N4 แบ่งกันด้วยปริมาณคลื่นเดลต้า ถ้าน้อยกว่า 50% ก็เป็น N3 ถ้ามากกว่า 50% ก็เป็น N4 การหลับทั้งสองช่วงนี้ (คือทั้ง N3 และ N4) จะหลับลึก ปลุกให้ตื่นยาก (เคยมีคลิปหนุ่มอดนอนจากการเข้าเวร ขับรถมาจอดติดไฟแดงแล้วหลับ จำกันได้ไหมครับ)

 

คนเรา ไม่ได้หลับรวดเดียวตั้งแต่เข้านอน แล้วตื่นตอนเช้านะครับ คนที่ขี้เซาหน่อย อาจจะง่วงจนจำไม่ได้ และเข้าใจว่าตนเองหลับรวดเดียวไม่ตื่นเลย

 

ในปี 1963 Nathaniel Kleitman ได้นำเสนอว่า รอบการหลับ  (sleep cycle) ของคนเรา ใช้เวลาประมาณ 90 นาที (ชั่วโมงครึ่ง)

 

วงจรการหลับก็คือ เมื่อเข้านอน และง่วงสะลึมสะลือ (N1) และหลับตื้น (N2) ต่อด้วยหลับลึก (N3) และหลับสลบไสลไม่รู้สึกตัว (N4) กลับขึ้นมาหลับลึก (N3) กลับขึ้นมาหลับตื้น (N2) แล้วจะหลับฝัน (REM) เมื่อยังไม่ครบรอบ 90 นาที ก็จะต่อด้วย หลับตื้น (N2) วนไปใหม่ แต่ถ้าครบรอบ 90 นาที ก็จะตื่นรู้สึกตัวแว็บหนึ่ง (brief waking) แล้วกลับไปที่ สะลึมสะลือ (N1) วนรอบใหม่

 

ในการนอน 7~8 ชั่วโมงต่อคืน ตามปกติของคนเรา จึงมีรอบการหลับประมาณ 5 รอบ

 

แต่ถ้าเป็นเด็ก ขยันนอน จำนวนรอบก็มากขึ้น

 

นั่นเป็นเรื่องของการนอน ซึ่งมีคลื่นสมอง คือคลื่นเดลต้า มาเกี่ยวข้อง

 

ปัจจุบันนี้ เป็นยุคโควิดระบาด ซึ่งนานๆไปก็จะมีการกลายพันธ์ุโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แรกๆ ระบาดมาจากเมืองอู่ฮั่น ก็เรียกสายพันธุ์อู่ฮั่น หรือสายพันธุ์จีน ต่อมาพบการกลายพันธ์ุที่อังกฤษ ก็เรียกสายพันธุ์อังกฤษ ต่อมาก็มีทั้งแอฟริกา บราซิล และที่ โด่งดังมาก ที่สามารถระบาดได้รวดเร็ว คือสายพันธุ์จากอินเดีย

 

ถ้าปล่อยให้เรียกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ช้าคงมีสายพันธุ์ไทย เข้าสักวัน เพราะเราสามารถแซงยอดผู้ติดเชื้อ จากท้ายแถวมาถึงกลางแถวแล้ว วิ่งเร็วจัง ทั้งๆที่หมดฤดูกาลโอลิมปิกไปแล้ว

 

องค์การอนามัยโลกเห็นท่าไม่ดี เพราะการเรียกชื่อสายพันธุ์ระบาดใหม่ด้วยชื่อประเทศอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม อย่ากระนั้นเลย เปลี่ยนไปเรียกเป็นตัวอักษรดีกว่า จะใช้อักษรอังกฤษ เป็น เอ บี ซี ดี ก็ดูธรรมดาไป เอาอักษรกรีกน่าจะเข้าท่า ดูขลัง และเป็นวิชาการดี คือ อัลฟ่า เบต้า แกมมา และ เดลต้า

 

กลายเป็นว่า มาจ๊ะเอ๋กับชนิดของคลื่นสมองชนิดต่างๆเข้าพอดี

 

เข้าทางคนที่ชอบกระพือข่าวลือข่าวเพี้ยนสิครับ ตอนนี้ที่ฝรั่งเขามีการลือทฤษฎีประหลาดๆ (conspiracy) โชคดีที่ยังมาไม่ถึงบ้านเรา แต่รู้ไว้ก่อนก็ดี จะได้รู้ว่าเป็นเรื่องเหลวไหล คือมีการลือว่า เจ้าสายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ง่ายกว่าเดิม และมีผลกับเด็กด้วย ไม่เหมือนสายพันธุ์ยุคแรกๆที่ไม่สนเด็ก จึงตั้งชื่อสายพันธุ์ตามคลื่นสมอง เมื่อเดลต้าเป็นคลื่นสมองเด็ก ก็เลยเรียกสายพันธุ์เดลต้าซะเลย

 

เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (2021-06-17) สำนักข่าวเอพี โดยคุณ Beatrice Dupuy ได้เขียนข่าวลงใน apnews .com เรื่อง "ชื่อสายพันธุ์โควิด ไม่ได้มาจากคลื่นสมอง" (Brain waves not a factor in naming COVID-19 variants)

 

การตั้งชื่อคลื่นสมองและสายพันธุ์โควิด ต่างก็ใช้อักษรกรีกกันทั้งคู่ แต่ชื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

 

อย่างเช่นโควิดสายพันธุ์เดลต้า อ้างว่ามันมีผลต่อเด็กมาก เพราะ เดลต้าเป็นคลื่นสมองเด็ก

 

ที่จริงแล้ว คลื่นเดลต้า มันเกี่ยวข้องกับการหลับลึกมากกว่า

 

ศาสตราจารย์ David McCormick ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโอเรกอน ได้กล่าวว่า "การหลับ เป็นความจำเป็นต่อการพัฒนาการ ก็อาจจะมีการพูดให้บิดเบี้ยวไปได้ว่า เด็กๆ มีคลื่นเดลต้ามากกว่า"

 

สมอง มีเซลล์สมอง (neuron) หลายพันล้านเซลล์ ต่างก็ส่งสัญญาณกันออกมา เรียกว่า คลื่นสมอง คลื่นแรกที่พบ คือ คลื่นอัลฟ่า ในบริเวณสมองส่วนที่ประมวลผลด้านการมองเห็น (visual cortex) คลื่นนี้จึงออกมาเมื่อเรานั่งสงบๆ และหลับตา

 

โควิดสายพันธุ์เดลต้า พบครั้งแรกที่อินเดีย และพบว่า มันระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น แต่ไม่ใช่ว่า มันได้ชื่อนี้ เพื่อจะมาควบคุมสมอง

 

สายพันธุ์เดลต้า ได้รับการขนานนามจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียกชื่อโควิดสายพันธุ์ใหม่

 

การใช้อักษรกรีกในการเรียกชื่อ ถือเป็นเรื่องปกติในทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องคลื่นสมองเท่านั้น

 

ก่อนหน้านั้น เราใช้สถานที่ในการเรียกชื่อสายพันธุ์ใหม่ เช่น สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ B.1.351

 

การเรียกสายพันธุ์ใหม่ด้วยชื่อสถานที่ WHO บอกว่า เหมือนกับเป็นการประนามหรือตีตรา ก็เลยเปลี่ยนเป็นอักษรกรีกแทน

 

การเรียกขานโควิดสายพันธุ์ใหม่ในปัจจุบัน จึงเป็น อัลฟ่า (B.1.7), เบต้า (B.1.351), แกมมา (P.1) และเดลต้า (B.1.617.2)

 

โดยการอ้างว่า "มีการเกี่ยวข้องกันอย่างลับเพื่อจะควบคุมมนุษย์ชาติโดยใช้เทคโนโลยี" (secret conspiracy to control humans through technology) จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

 

คิดไปได้ยังไง!! ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-08-15

 

สมาธิคลายทุกข์

 

ยุคโควิด ทำให้เกิดทุกข์กันหมดทั้งโลก มากบ้างน้อยบ้าง แทบทุกธุรกิจ และทุกกิจกรรม โดนกระทบหมด ผมเอง ลองไปเข้าหลักสูตรทำสมาธิ ยังถูกแจ็คพอท เป็นรุ่นที่ต้องเลิกกลางคันเป็นครั้งแรก เพราะโควิดมา - ก็ไม่เป็นไร ค้นคว้าเอาเองบ้างก็ได้

 

พักนี้ ผมเขียนเรื่องออกแนวธรรมะบ่อย เพราะท่านผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งได้ปรารภว่า "… ช่วงนี้คนเครียดกันมาก ลองเขียนเรื่อง ที่เกี่ยวกับธรรมะ ให้คนอ่านเห็นธรรม ลดความทุกข์ สิครับ …"

 

เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็เลยเข้าคิวรอหน่อย

 

สังเกตนะครับ ว่า ผมใช้คำว่า "ธรรมะ" ไม่ได้ใช้คำว่า "ศาสนา" ซึ่งเป็นเรื่องของพิธีกรรม สถานที่ฝึกสมาธิหลายที่จึงมีผู้คนที่มีความเชื่อในหลากหลายศาสนาเข้าไปร่วมปฏิบัติ

 

คนดังบ้านเราท่านหนึ่ง ประกาศตนว่า ไม่มีศาสนา แต่เมื่ออ่านบทความของท่านในเรื่องการทำสมาธิ ผมคิดว่าท่านเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ได้ลึกซึ้งมาก

 

สมาธิ จึงเป็นของสากล

 

นอกจากความสากลทางใจ คือ สมาธิ แล้ว ยังมีความสากลทางกาย และวาจา เนื่องจากทุกศาสนาปรารถนาให้คนเราอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข ดูได้เลยว่า ข้อปฏิบัติที่คนเราไม่พึงกระทำต่อกัน ที่เราเรียกสั้นๆว่า ศีล จะมีเหมือนกันอยู่ 4 ข้อ (กาย 3 วาจา 1) คือ

 

ไม่ฆ่าสัตว์

ไม่ลักทรัพย์

ไม่ผิดลูกเมีย

และไม่โกหก

 

และสี่ในสิบข้อของบัญญัติ 10 ประการ (Ten Commandments) ของศาสนายิว ต่อมาเป็นคริสต์ และกลายมาเป็นอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาพี่น้องกันทั้งหมด ก็มีบัญญัติว่า

 

6. Don’t murder.

7. Don’t commit adultery.

8. Don’t steal.

9. Don’t lie.

 

ส่วนเรื่องพระเจ้า ชีวิตหลังความตาย สวรรค์ นรก ก็แล้วแต่ความเชื่อแต่ละคนไป แต่ที่แน่ๆ ตอนเป็นๆในปัจจุบันนี่แหละ ถ้าทำอะไรที่ดีๆ มีความสุขใจ ก็เหมือนขึ้นสวรรค์ ถ้าทำไม่ดี มีความทุกข์ ก็เหมือนตกนรก จึงมีคำโบราณที่คงจะเคยได้ยินกันว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ"

 

สมาธิทำให้จิตนิ่งดี จึงช่วยลดความทุกข์ อะไรจะเกิด มันก็เกิด ตามเหตุตามปัจจัย ฝรั่งเขาก็ยังปลงเป็นเลยว่า "What ever will be will be." ดังนั้น … อย่าคิดมาก

 

พูดถึงความคิด โดยเฉพาะเรื่องความคิดฟุ้งซ่าน จนเกิดอาการวิตกจริตในยุคโควิดเฟื่องฟูนี่ คงต้องเพลาๆลงบ้าง

 

เรื่องการคิดเลอะเทอะเรื่อยเปื่อย อันเป็นมรดกของมนุษย์ชาตินี่น่าจะมีในคนมากกว่าสัตว์โลกอย่างอื่น เพราะวิวัฒนาการของสมองคนเรานั่นเอง

 

Paul MacLean (1990) ได้แยกแยะการพัฒนาการของสมองมนุษย์อย่างคร่าวๆว่า สมองส่วนในสุด คือส่วนแกนสมอง จะเทียบเคียงได้กับสมองของสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian) จะมีเพียงสัญญาณเพื่อความอยู่รอด เมื่อมีภัยมา ว่าจะสู้หรือจะหนี เท่านั้น เมื่อมีพัฒนาการมากขึ้น เป็นสมองที่หุ้มแกนสมองอยู่ จะเป็นเสมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณ (paleomammalian) และพัฒนาการมาจนถึงสมองวงรอบนอกสุด รวมทั้งสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิด เป็นสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคใหม่ (neomammalian)

 

Dr. Rick Hanson และ นายแพทย์ Richard Mendius จึงได้กล่าวถึงวิวัฒนาการทางสมองของคนเราในหนังสือ Buddha’s Brain เปรียบเปรยว่า เหมือนกับสมองสัตว์เลื้อยคลานพัฒนาการมาเป็นสมองกระรอกแล้วปิดท้ายด้วยสมองลิง (แหม - เปรียบซะ)

 

คนเราที่มีพัฒนาการมาจากลิงไร้หาง (ape) ก็มีพัฒนาการของสมองส่วนหน้ามากที่สุด จนสมองโตเป็นพิเศษ คนเราจึงคิดเลอะเทอะได้มากเป็นพิเศษไปด้วย ตามมาด้วยทุกข์ทางใจทั้งหลายแหล่นั่นเอง

 

เริ่มจากสัญชาตญาณระวังภัย ต่อด้วยความต้องการเพื่อความอยู่รอด ปิดท้ายด้วยความคิดซึ่งบางครั้งก็วุ่นวาย กลายเป็นต้นตอสาเหตุแห่งความทุกข์ คือ โกรธ โลภ และหลง

 

โกรธ เกลียด กลัว เป็นพวกเดียวกัน คือทุกข์เมื่อประสบสิ่งที่ไม่ชอบ พยายามกำจัดออก หรือหลีกหนี เป็นทุกข์แน่นอน

 

ส่วน โลภะ ราคะ และ ตัณหา เป็นพวกที่ไขว่คว้าพยายามหา เมื่อไม่ได้อย่างใจก็เป็นทุกข์

 

สัตว์โลกส่วนใหญ่ จะมีทุกข์อยู่แค่สองข้อนี่แหละ ทุกข์เมื่อเจอสิ่งที่ไม่ต้องการ และทุกข์ที่จะต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่ต้องการ จากสมองชั้นในสุด และชั้นกลาง

 

แต่มนุษย์เรา มีความคิดความอ่านเหนือกว่าสัตว์ อันเกิดจากสมองส่วนนอกสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมองส่วนหน้า สร้างภาพและเกิดจินตนาการไม่สิ้นสุด กลายเป็นความทุกข์ที่เกิดจากความหลง (โมหะ) นั่นเอง และเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์มากที่สุดในบรรดาทุกข์ทั้งหลาย

 

กิเลสสามอย่างนี้ คงคุ้นเคยกันดี คือ โกรธ-โลภ-หลง

 

ส่วนใหญ่ บ้านเรามักจะเรียงให้ โลภ ขึ้นก่อน แต่ผมขอเริ่มด้วย โกรธ ตามการเกิดก่อนหลังของศาสนา

 

ถ้าตัดพิธีกรรมทางศาสนาออกไป เราจะพบว่า พราหมณ์-ฮินดู นั้น นอกจากข้อห้าม คือศีลมาตรฐานสี่ข้อ ทางด้าน กาย-วาจา แล้ว ยังเพิ่มศีล ทางด้านจิตใจ คือ ห้ามโกรธ จึงทำตัวสบายๆ แต่ทางพุทธบอกว่า มันปฏิบัติแบบ "หย่อน" ไปหน่อยนะ

 

ส่วนศาสนาเชน ซึ่งคล้ายศาสนาพุทธมาก เกิดก่อนศาสนาพุทธแค่ประมาณ 56 ปี เท่านั้น จะถือว่าเป็นศาสนาร่วมสมัยก็ได้ ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ ยังเคยไปศึกษาอยู่เหมือนกัน แต่ทรงพิจารณาแล้วว่าไม่ใช่แนวทางที่ถูก ศาสนานี้มีศีลทางกายสี่ข้อเหมือนกัน และเพิ่มศีลทางใจคือ ห้ามโลภ นักบวชนิกายทิฆัมพรจึงห้ามมีข้าวของเครื่องใช้อะไรทั้งสิ้น แม้แต่ "เสื้อผ้า" ส่วนทางพุทธถือว่า "ตึง" เกินไป

 

ศาสนาพุทธ ถือทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อน และเน้นดับกิเลสตัวสำคัญ คือ "โมหะ" ต้นทางของอวิชชา ศีลข้อห้าจึงแถมให้เว้นการดื่มสุราเสียด้วย จะได้ไม่หลงไงครับ

 

ในอดีตกาลนานมาแล้ว พวกเราชาวบ้านธรรมดา เมื่อเวลาว้าวุ่นใจ ก็จะอาศัยที่พึ่งทางใจ คือ ไปวัด พระก็จะทำหน้าที่เหมือนจิตแพทย์ในยุคปัจจุบัน เพื่อจะกล่อมเกลาจิตใจโยมให้เย็นลง

 

แต่พระเอง ถ้าว้าวุ่นใจ ทำยังไงล่ะ - ก็ต้อง "พึ่งตนเอง"

 

เคยอ่านหนังสือ "ไผ่แดง" ของหม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช จำได้ว่า เวลาสมภารกร่างว้าวุ่น อยากทำใจให้สงบ จะเข้าไปนั่งสงบจิตอยู่หน้าพระประธานในโบสถ์

 

ครับ สุดท้าย ไปๆมาๆ ก็มาจบที่ตัวเอง คือ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่างโบราณว่า ใครจะมาแก้ทุกข์ให้ได้ ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง

 

ก็พระยังติดโควิดได้เลยนี่ครับ ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-08-08

 

พุทธตรรกะ

 

ระยะนี้ มีแต่คนอยู่กับเหย้า เฝ้ากับเรือน อาจมีคนเชือนแช แถไปโน่นไปนี่บ้าง อ้างว่าไปหาซื้อของกินของใช้ประจำวัน แต่ที่จริงมันเป็นการแก้เซ็งเสียมากกว่า ระวังการ์ดอย่าตกก็แล้วกัน เพราะวันๆมีแต่ข่าวโควิด จนจิตจะตกเอาน่ะซี

 

เคยอ่านเจอที่เขียนแพร่สะพัดในโซเชี่ยลว่า ก่อนจะเขียนหรือส่งต่อเรื่องราวอะไรให้ใครอ่าน ขอให้ใช้ตัวกรอง 3 ตัว คือ เป็นเรื่องราวที่ "จริง-ดี-มีประโยชน์"

 

นั่นคือส่วนของคนเขียน ถ้าเป็นส่วนของคนอ่าน ถึงแม้ว่า เราจะห้ามคนส่งไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะอ่านหรือไม่ ก็ได้ เมื่อเราพิจารณาแล้วว่า เงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งหายไป คือ ไม่จริง หรือไม่ดี หรือว่าไม่มีประโยชน์

 

เรื่องนี้ ว่ากันว่า เป็นคำคมของ "โสกราตีส" (Socrates) ที่บางคนเรียกว่า "โสเครติส" นักปราชญ์ของกรีกโบราณชาวเมืองเอเธนส์ ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรเอเธนส์ จากจุดสูงสุดถึงยุคเสื่อมภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับ สปาร์ตา (Sparta) เขาถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชน โดยการตั้งคำถามและสนทนาเกี่ยวกับปรัชญา เท่ากับเป็นการทรยศชาติ จึงมีความผิด และถูกประหาร

 

ปัจจุบันถือกันว่า โสกราตีส เป็นผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก

 

เขาได้กล่าวว่า…

 

"ถ้า เรื่องที่ท่านจะบอกข้านั้น อาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และไม่มีประโยชน์ เหตุใดท่านจึงอยากบอกข้าเล่า?" … (โสเครติส)

 

ทว่า เงื่อนไขตรงกลาง คือ ดี หรือ ไม่ดี นั้น เป็นนามธรรม เพียงแต่ว่า ปกติ คนทั่วไปไม่อยากจะได้ยินเรื่องไม่ดี เพราะแม้แต่ โสกราตีสเองก็ได้กล่าวว่า…

 

"ไม่มีสิ่งใดดี หรือเลว แต่ ความคิด ทำให้เป็นเช่นนั้น" … (โสกราตีส)

 

สิ่งที่ควรพูด จึงเหลือเพียงเรื่องจริงที่มีประโยชน์ เท่านั้น

 

และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ก่อนหน้าโสกราตีสเกิดถึง 145 ปี ซึ่งพระพุทธองค์จะทรงตรัสตอบปัญหา เทศนาสั่งสอน เฉพาะสิ่งที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์ คือทำให้พ้นทุกข์ได้

 

ถ้าเรื่องใดที่ไม่เป็นประโยชน์ คือรู้ไปก็เท่านั้น พระองค์จะทรงนิ่งเสีย ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

 

เช่นเรื่อง โลกหลังความตาย (ปรโลก) ที่ทุกศาสนาพูดถึงนรกสวรรค์กันทั้งนั้น ทางพุทธกลับพูดถึง 4 อย่าง ฝรั่งเรียกว่า 4 มุม "four corners" (catuṣkoṭi) คือ

 

1. จริง

2. ไม่จริง

3. มีทั้งจริงและไม่จริง

4. ไม่มีทั้งจริงและไม่จริง

 

นักตรรกศาสตร์เขียนเป็น 4 set คือ {T} {F} {T,F} และ { } หรือ empty set

 

มึนไปเลย เช่นกรณีที่ จริง และไม่จริง จะอยู่ด้วยกันได้ยังไง พวกนักตรรกศาสตร์มือเก๋า เช่น Graham Priestis ศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยกรุงนิวยอร์ก ได้ยกตัวอย่างว่า…

 

"ข้อความนี้ไม่จริง"

 

จะมีสิ่งที่จริงและไม่จริงอยู่ด้วยกัน เพราะถ้าข้อความทั้งหมดเป็นจริง ข้างในข้อความจะไม่จริง แต่ถ้าข้อความข้างในจริง ข้อความโดยรวมก็จะไม่จริง (สมควรมึน)

 

มุมทั้งสี่นี้ ฮิตมาก บางทีฝรั่งก็เรียก Buddhist logic บางทีก็เรียกง่ายๆว่า Indian logic เพราะมาจากอินเดีย

 

ทั้งนี้เพราะทางพุทธถือว่า ความจริง มีสองระดับ คือ ความจริงสมมุติ และ ความจริงปรมัตถ์

 

ระดับปรมัตถ์นี่แหละ ที่เถียงกันจนมหายานแยกนิกายออกไปโตทาง ทิเบต จีน และญี่ปุ่น ซึ่งจะเน้นเรื่อง "ความว่าง" เช่นที่ องค์ทะไลลามะ เขียน "Stages of MEDITATION" แปลโดยคุณ นัยนา นาควัชระ ว่า …

 

มีข้อความใน หฤทัยสูตร กล่าวว่า "ไม่มีรูป ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีสิ่งให้สัมผัส" แม้จิตเองถึงที่สุดแล้วก็ยังหาไม่พบ เนื่องจากว่าถึงที่สุดแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ในระดับปรมัตถ์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องพิจารณาว่ามันเที่ยงหรือไม่เที่ยง ที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ทุกอย่าง รวมทั้งขันธ์ ฯลฯ ล้วนว่างจากสวภาวะ ในเชิงปรมัตถ์ สิ่งทั้งหลาย ว่างจากตัวตนที่แท้จริง ในทำนองเดียวกัน "ความเป็นเช่นนั้น" ซึ่งเป็นธรรมชาติของปรากฏการณ์ ก็ย่อมไม่มีอยู่เช่นกัน

 

นั่นคือพุทธฝ่ายมหายาน

 

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงไม่ทรงรับ "ตรรกะ" เพียงอย่างเดียว แต่ทรงเน้น "ปัญญา" ดังเช่นใน "กาลามสูตร" ข้อที่ 5 ที่กล่าวว่า

 

5. มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล … (กาลามสูตร)

 

ถึงแม้พระพุทธองค์จะไม่ค่อยใช้เรื่องตรรกะในการเทศนาสั่งสอนสักเท่าใดนัก แต่บางครั้ง พระองค์ก็ใช้เพื่อผลของการสั่งสอนด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นที่ เวปไซต์ dhammathai .org กล่าวถึงประวัติพระสารีบุตร ตอนหนึ่งว่า

 

เมื่อพระสารีบุตรอุปสมบทได้ ๑๕ วันแล้ว พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ที่ถ้ำสุรขาตา เขาคิชฌกูฎ เมืองราชคฤห์ ปริพาชกคนหนึ่งชื่อ ทีฆนขอัคคิเวสนโคตร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วกราบทูลความเห็นของตนว่า "ข้าแต่พระโคตมะ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด" พระบรมศาสดาจึงตรัสตอบว่า "ดูก่อนอัคคิเวสนะ ถ้าอย่างนั้นความเห็นอย่างนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านต้องไม่ชอบใจความเห็นอย่างนั้น"

 

ครั้นตรัสดังนี้แล้วก็ทรงแสดงทิฏฐิ ๓ อย่าง ให้ปริพาชกนั้นเห็นว่าเป็นโทษ และแนวทางละทิฏฐิ ๓ อย่างนั้น ลำดับนั้นทรงแสดงอุบายเครื่องไม่ยึดมั่นอีกต่อไป ขณะนั้นพระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระบรมศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ตรัสแก่ทีฆนขปริพาชก แล้วใช้ปัญญาพิจารณาตามพระธรรมเทศนา จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอุปทาน ส่วนทีฆนขปริพาชกได้เพียงดวงตาเห็นธรรม หมดสิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธศาสนา แล้วทูลแสดงตนเป็นอุบาสก…

 

ทรงสอนแบบใช้ตรรกะสวนกลับปริพาชก แต่อานิสงส์กลับตกแก่พระสารีบุตรที่ร่วมฟังอยู่ด้วย ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

 

นั่นคือ พุทธตรรกะ ซึ่งทรงเน้นเรื่องการดับทุกข์

 

ยุคนี้ เป็นเพราะโควิด คนมีทุกข์กันเยอะ ก็ต้องหาทางดับทุกข์กันไป

 

กัลยาณมิตรท่านหนึ่ง เล่าสู่กันฟังว่า มีรุ่นพี่ที่เคารพ ซึ่งคงจะอยู่ในแวดวง QC ในสมัยที่ยังทำงานอยู่ ได้กล่าวถึงการดับทุกข์แบบ QC กล่าวคือ วางแผน (Plan) ดำเนินการตามแผน (Do) แล้วตรวจสอบผล (Check) ถ้ายังไม่หมดทุกข์ก็หาสาเหตุแล้วกำจัด (Act) แล้ววนกลับไปปรับปรุงแผนใหม่

 

เพื่อนผมถึงกับอุทานว่า "ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ!?" ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-08-01

 

โลกมายา

 

เมื่อวันก่อน ผมได้เห็นภาพลวงตา (illusion) ที่ส่งต่อกันมา เป็นภาพที่ทำให้ดูเหมือนว่า ภาพมีการขยับเคลื่อนไหว ทั้งๆที่ภาพนั้นอยู่นิ่งๆ

 

ใช่แล้วครับ สมอง สร้างภาพขึ้นมาเอง

 

และกัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่ง ก็ได้ส่งเรื่องที่น่าสนใจ คือ "จิต..ทำงานอย่างไร" ของสมเด็จฯ ป.อ.ปยุตโต ที่ท่านได้กล่าวถึงการทำงานของจิตและสมอง นำภาพจากตาเนื้อ ไปประมวลผลต่อ บวกกับสัญญา หรือความจำได้หมายรู้ จินตนาการเป็นภาพต่างๆ

 

ก่อนจะพูดถึงเรื่องนี้ต่อ ขออนุญาตแนะนำศัพท์คำหนึ่ง ซึ่งไม่มีในภาษาไทย จึงต้องใช้เรียกทับศัพท์เอา คือคำว่า "สิมูเลเตอร์" (simulator)

 

ที่ต้องเรียกทับศัพท์ เพราะเคยมีการพยายามใช้ภาษาไทยเท่าที่มี มาแปลเรียกชื่อ เช่น เครื่องฝึกบินจำลอง หรือ ห้องควบคุมโรงไฟฟ้าจำลอง แต่เห็นแค่ชื่อแล้ว ของจริงมันไม่ใช่น่ะ พาลไปนึกถึง ของโมเดล (model) ที่จำลองของจริงมา เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ต่างๆเหล่านั้นไปเสียนี่ เพราะ สองอย่างที่พูดถึงนั้น คือ "flight simulator" และ "power plant simulator"

 

ถ้าใครยังนึกไม่ออก ว่า เจ้าตัวชื่อประหลาดนี้ มันคืออะไร ก็ลองนึกถึงเครื่องเล่นยอดฮิตบางเครื่องในสวนสนุกใหญ่ๆ เช่นที่ดิสนีย์แลนด์ (ไม่รู้ว่าได้เปิดรึยังหลังโดนโควิดโจมตี) โดยการให้ผู้ที่อยากสนุกในการท่องเที่ยว เข้าไปในห้องที่ปิดหมดทุกด้าน มีแต่จอวีดีโออยู่รอบตัว ความรู้สึกจะเหมือนกับได้ท่องเที่ยวไปจริงๆ ทั้งๆที่นั่งอยู่กับที่ ไม่ได้ไปไหนเลย

 

นี่ขนาดเป็นผู้ดูนะ ถ้าเป็นผู้ขับเอง จะน่าตื่นเต้นขนาดไหน

 

การเป็นผู้ขับเอง ถ้าไปเทียบกับการขับรถตามตู้เกม อาจจะไม่เสมือนจริงสักเท่าไหร่ เพราะมีเพียงจอแบนๆอยู่ตรงหน้า ที่เคลื่อนไหว ส่วนรอบตัวยังคงเป็นบรรยากาศของ ห้องธรรมดาทั่วไป

 

แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความซับซ้อน เพราะเบื้องหลัง คือ คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องแสดงผลออกมาให้เสมือนจริงมากที่สุด

 

การแสดงผลที่ไม่ใช่ภาพจะมีความยุ่งยากไปคนละแบบ เช่น ห้องสิมูเลเตอร์ ที่ใช้ฝึกพนักงานเดินเครื่องโรงไฟฟ้า เพราะคนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ทำงานเสมือนกับโรงไฟฟ้าจริงๆ พนักงานที่ฝึกเดินเครื่องอยู่ในห้องสิมูเลเตอร์นี้ จะมีความรู้สึกเหมือนเดินเครื่องอยู่ในห้องควบคุมโรงไฟฟ้าจริงๆ ถ้าทำอะไรผิดพลาด เครื่องพังไป มันก็ไม่มีเครื่องที่พังจริงๆ (กฟผ. มีของโรงไฟฟ้าบางปะกง)

 

เช่นเดียวกับเครื่องสิมูเลเตอร์สำหรับฝึกบิน เมื่อเข้าไปในห้องนั้นแล้ว จะเหมือนกับอยู่ในห้องนักบินของเครื่องบิน ดังนั้น จึงสามารถลองบินในกรณีฉุกเฉินให้หนักหนาสาหัสยังไงก็ได้ เพราะถ้าทำให้เครื่องตก ก็ไม่ได้ตกจริง และการบินจริงหมดสิทธิ์จะไปฝึกแบบนี้ (การบินไทย มีอยู่ที่ วิภาวดี)

 

ถึงแม้จอภาพที่อยู่รอบตัว จะแสดงภาพใกล้เคียงกับทิวทัศน์ของจริง แต่มันก็ยังเป็นภาพ 2 มิติ คือยังขาดความลึก แต่ก็ยังดีที่ภาพวิวที่นักบินมองจากหน้าต่างเครื่องบิน มักจะอยู่ไกลมาก (ระยะ infinity) ทำให้ตาซ้ายและขวาเห็นใกล้เคียงกัน (อย่าเทียบกับขอบหน้าต่างก็แล้วกัน)

 

ถ้าจะทำให้เกิดภาพที่มีความลึกนัยน์ตาทั้งสองจะต้องส่งภาพที่ต่างกันเข้าไปในสมอง

 

ตอนนี้ จึงมีสิมูเลเตอร์รุ่นใหม่ อาศัยเทคโนโลยีภาพสามมิติแบบ 3D VR (Virtual Reality) เอามาสวมหัวเหมือนหมวกกันน็อก ใช้ฝึกโดดร่ม (parachute simulator: PARASIM) โดยมีสายร่มแขวนตัวห้อยต่องแต่งอยู่

 

ฝึกแบบนี้ปลอดภัยดี เพราะผิดพลาดอย่างไร ก็ไม่ตกลงมาจริงๆ (โดดร่มระหว่างเรียนหนังสือ ไม่ต้องฝึกนะครับ ถนัดกันอยู่แล้ว)

 

พอจะนึกภาพกันออกแล้วนะครับ ว่า สิมูเลเตอร์ คืออะไร

 

แต่ที่อยากจะบอกต่อไปก็คือ พวกเรา มีสิมูเลเตอร์ประจำตัวกันทุกคนอยู่แล้วครับ

 

สิมูเลเตอร์ ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ พวกเราทุกคนมีด้วยหรือ

 

สมองไงล่ะครับ เป็นคอมพิวเตอร์เนื้อ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคอมพิวเตอร์โลหะเสียอีก

 

เมื่อปี 2009 สองดอกเตอร์ คือ Rick Hanson ดอกเตอร์ปริญญาเอก กับ Richard Mendius ดอกเตอร์หมอ ได้ร่วมกันเขียนหนังสือ เรื่อง "Buddha’s Brain" อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประสาทวิทยา ของความสุข ความรัก และ ภูมิปัญญา (neuroscience of happiness, love & wisdom)

 

เขาเริ่มต้นประโยคแรกก็บอกเลยว่า เมื่อเราเปลี่ยนใจ สมองเราก็เปลี่ยนด้วย

 

ครับ เมื่อเราคิด สมองจะมีการเปลี่ยนแปลง ประสาทสมองจะมีการ "ยิงสัญญาณ" (fire) ทำให้สามารถใช้เครื่องสแกนดูได้ ว่า สมองบริเวณไหนกำลังทำงาน

 

เราลองมาดูกันว่า สมองของเรา มันเป็นยังไง

 

สมองมีลักษณะคล้ายๆเต้าหู้ หนักประมาณ 3 ปอนด์ (1.3~1.4 กก.) มีเซลล์สมองอยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้าน (trillion cells) ที่สำคัญ มีเซลล์ประสาท (neurons) อยู่แสนล้าน (100 billions) ซึ่งเซลล์ประสาทแต่ละตัวจะมีการต่อกับเซลล์ประสาทตัวอื่น ที่เรียกว่า "synapses" อีกตัวละ 5,000 โดยเฉลี่ย แต่ละ synapses จะมีการรับส่งสารเคมี ที่เรียกว่า "สารสื่อประสาท" (neurotransmitters) สัญญาณเหล่านี้ จะเป็นตัวบอก neuron ว่าจะให้ "fire" หรือไม่ ขณะเดียวกัน เมื่อมัน "fire" ส่งสัญญาณไปที่ neuron ตัวอื่น ก็เป็นการบอกต่อ ว่า จะ "fire" ต่อหรือไม่ (การ fire หรือไม่ ก็คล้ายกับ 0 หรือ 1 ในคอมพิวเตอร์)

 

โดยทั่วไป neuron แต่ละตัว จะ fire ประมาณ 5~50 ครั้ง ต่อวินาที ขณะที่อ่านข้อความนี้ จะมีสัญญาณวิ่งอยู่ในหัว ประมาณ สี่ล้านล้านสัญญาณ (quadrillions)

 

แต่ละสัญญาณที่ neuron ส่ง จะเหมือนส่วนของข้อมูลที่กระจายออกไป เหมือนกับเลือดที่ถูกหัวใจสูบฉีดกระจายออกไป ข้อมูลทั้งหมดอาจจะเรียกโดยรวมๆว่า จิตใจ (mind) ซึ่งอาจจะหมายถึงการควบคุมความเครียด ความรู้ในการขี่จักรยาน ความหวัง ความฝัน ความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ แม้แต่เรื่องที่กำลังอ่านอยู่นี่ด้วย

 

สมอง เป็นตัวขับเคลื่อนจิตใจ และมันกินพลังงานมาก คิดดูว่า มันมีน้ำหนักเพียง 2% ของน้ำหนักร่างกายทั้งหมด แต่กินพลังงานออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคส มากถึง 20~25% และมันจะเหมือนตู้เย็นที่ ฮัม (ทำงาน) ตลอดเวลา สมองทำงานตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ตอนครุ่นคิดอย่างหนัก  เพราะแม้แต่ตอนนอนหลับ มันก็ยังทำงาน

 

การผสมผสานหลากหลาย (combination) ของ neuron แสนล้านตัว ว่าจะมีได้กี่อย่างนั้น เท่ากับ 10 ยกกำลังล้าน (1 ตามด้วยเลขศูนย์ล้านตัว) ถ้าอยากจะรู้ว่ามันมากแค่ไหน ก็ลองเทียบกับจำนวนอะตอมทั้งหมดในจักรวาลของเรา ซึ่งมีเพียงแค่ 10 ยกกำลังแปดสิบเท่านั้น

 

เป็นไงครับ เมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ สมองคนเราดีกว่าเยอะเลย

 

Dr. Hanson ยังบอกว่า สมองคนเรานี่แหละ เป็นสิมูเลเตอร์ตัวจริง ในทางพุทธ ได้กล่าวถึงยาพิษสามอย่าง คือ โลภ โกรธ หลง มันครอบคลุมความคิดทั้งหมดเลยละ ความโลภ พยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่อยากได้ ฝรั่งเปรียบเทียบว่า หาแครอท (carrots) ความโกรธพยายามผลักไสสิ่งที่ไม่ชอบ หรือที่ทำให้เจ็บ เทียบเป็นไม้เรียว (sticks) นั่นคือ ต้องการความชอบใจ และลดความเจ็บปวด (more pleasure and less pain) ส่วนความหลง ซึ่งกูรูบางท่านบอกว่า เราตกอยู่ในวังวนของสิ่งนี้เสียเป็นส่วนมาก ซึ่งทำให้เราเพิกเฉย ละเลย ไม่สนใจ (ignorance) ของความเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างเช่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นเหตุ เป็นปัจจัยกัน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

เรื่องความเสมือนจริง (virtual reality) นี่ก็เหมือนกัน คือเจ้ายาพิษทั้งสามนั้น มันมักทำงานอยู่เบื้องหลังความรู้ตัวของเรา มันจะส่งสัญญาณหรือต่อเชื่อม (firing and wiring) อยู่ในหัวของเราอย่างเงียบๆ มันจะเป็นตัวแทนเชื่อมต่อประสบการณ์หรือสิ่งที่ผ่านมา สั่งสมไว้ในหัวสมองและเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ตัวอย่างเช่น นัยน์ตาเราทุกคน จะมีจุดบอดอยู่กลางดวงตาแต่ละข้าง (blind spots) แต่เมื่อเรามองไปในโลกกว้าง เราก็มองไม่เห็นหลุมหรือรูอยู่ตรงไหน เพราะสมองของเราจัดการกลบมันไปเรียบร้อย เหมือนกับซอฟท์แวร์แต่งภาพ (photo software) ที่เราคุ้นกันดี ใครที่ถ่ายรูปสู้แสงแฟลชออกมาตาแดงก่ำ มันก็จัดการกลบเกลื่อน แก้ให้เสร็จ

 

ดังนั้น ความจริงแล้ว ที่เราเห็น "โลกภายนอก" ว่าเป็นอย่างไรนั้น ในความเป็นจริงเป็นการปรุงแต่ง "ในหัวของเรา" เหมือนกับหนังที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกแต่งภาพ ภาพจากโลกความเป็นจริงที่ผ่านดวงตาเราเข้าไปยังสมอง เป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนที่เหลือมาจากความจำของเราเอง (งานวิจัยของ Raichle ในปี 2006)

 

ใช่แล้วครับ สมองคนเรา "simulate" โลกทั้งใบ ให้พวกเราแต่ละคนอยู่ในความจริงเสมือน (virtual reality) ซึ่งใกล้เคียงของจริงมากพอที่เราจะไม่ต้องเดินชนโต๊ะชนเก้าอี้

 

ภายในสิมูเลเตอร์ธรรมชาติซึ่งเป็นการทำงานของเซลล์ประสาทในบริเวณสมองส่วนหน้าของพวกเราแต่ละคนนี้ มีการฉาย "หนังย่อย" (mini-movies) อยู่ตลอดเวลา หนังย่อยแต่ละชิ้นเหล่านี้ จะใช้เป็นตัวต่อพื้นฐาน (building blocks) สำหรับจิตสำนึก (conscious mental activity)

 

บรรพชนในอดีตของเรา ดูสิมูเลชั่นของภาพที่เกิดในอดีตเพื่อความอยู่รอดโดยการเรียนรู้ และสิมูเลตเหตุการณ์ในอนาคตเพื่อเป็นการคาดการณ์ว่ามีตัวเลือกอะไรบ้างที่จะใช้เพื่อความอยู่รอด วิวัฒนาการในลักษณะนี้มีมากว่าสามล้านปี จนขนาดของสมองโตเป็นสามเท่า

 

ดูไปแล้ว ด้วยสมองที่โตขึ้น มนุษย์เรา น่าจะรู้สึกเป็นทุกข์มากขึ้นก็ได้ เหตุการณ์ที่ไม่ชอบใจ (upsetting events) ในอดีต เจ้าสิมูเลเตอร์ตัวนี้ก็วนเวียนเล่นซ้ำซากอยู่นั่นแหละ ทำให้เราเกิดจินตนาการว่าจะเกิดสิ่งแย่ๆในอนาคต ซึ่งในความเป็นจริงก็มักจะไม่ค่อยเกิด

 

กล่าวโดยสรุป เจ้าสิมูเลเตอร์ประจำตัวนี้ มันมักจะพาเราออกไปจากปัจจุบันขณะ (สำนวนร่วมสมัย) ทำให้เราไล่ตาม "แครอท" ซึ่งก็มักจะพบว่า มันไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย และละเลยสิ่งที่สำคัญ เช่น ความสงบภายใน และบรรดาความทรงจำแย่ๆทั้งหลาย (mini-movies) ก็รังแต่จะสร้างอารมณ์ปวดร้าว หวาดผวากับภาพอนาคตที่เกินจริงจนไม่มีวันเกิด อันเป็นธรรมชาติของสมองที่มักจะขยายผลข่าวร้าย และไม่สนใจข่าวดี

 

เจ้าสิมูเลเตอร์ตัวดีนี้ มันเดินเครื่องตลอดเวลา เป็นชั่วโมงๆ เป็นวันๆ ไม่เว้นแม้แต่ตอนนอนหลับฝันไป และ ... เพิ่มความทุกข์ให้เราเรื่อยไป

 

นั่นคือการทำงานของจิต เช่นเดียวกับที่ สมเด็จฯ ป.อ.ปยุตโต ได้กล่าวไว้

 

ครับ ชีวิตคนเรามีทั้ง สุข และ โศก เหมือนโลกนี้คือละคร อย่างกับชื่อเพลงในอดีต แต่ละครตอนโควิดระบาดนี่มันเศร้าสาหัสไปหน่อยเท่านั้นเอง ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-07-25

 

สงบใจวิธีไหนดี

 

คงพูดได้ไม่ผิดว่ายุคโควิดนี้ทำให้ผู้คนเครียดกันเยอะ และคุณหมอหลายท่านก็สนับสนุนว่า การสงบจิตสงบใจลงบ้าง จะช่วยคลายเครียดได้

 

เมื่อต้นเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว (2020-10-02) ขณะที่โควิดกำลังแพร่ไปทั่วโลกในช่วงขาขึ้น ทำให้เครียดกันไปหมด คุณ Holly J. Bertone ได้เขียนบทความเรื่อง "ทำสมาธิแบบไหนถึงจะเหมาะ" (Which Type of Meditation Is Right for Me?) ลงใน healthline .com อันเป็นที่มาของชื่อเรื่องวันนี้นั่นเองครับ

 

คงรู้กันมานานแล้วว่า การสงบจิตใจนั้น เป็นวิถีทางที่ทำกันมานานทั่วโลก รวมทั้งศาสนาต่างๆก็นำไปใช้ด้วย แต่เนื้อแท้ของการสงบจิตใจนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับความศรัทธาอะไรแต่อย่างใด เพราะมันเป็นเรื่องของ ความรู้ตัว และความสงบ โดยแท้

 

ทุกวันนี้ ผู้คนอยากจะลดความเครียด จากธุรกิจที่ยุ่งเหยิงในชีวิตประจำวัน การสงบจิตใจ หรือบางคนเรียกว่า ทำสมาธิ (meditation) จึงเริ่มเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น

 

การทำใจให้สงบ มีหลายวิธี ไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะขึ้นอยู่กับจริตแต่ละคน แต่ที่นิยมทำกันมากนั้น มีอยู่ 9 วิธี คือ

 

1. เจริญสติ (mindfulness meditation)

 

วิธีนี้ ดั้งเดิมมาจากพุทธศาสนา ต่อมาได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ชาวตะวันตก

 

วิธีนี้ ให้สนใจในความคิดที่ผ่านเข้ามาในจิตใจ ไม่ต้องไปตัดสิน ว่าถูกหรือผิด ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องในความคิดนั้น แค่เฝ้าดูเฉยๆ และคอยสังเกตรูปแบบความคิดนั้น ว่าเป็นยังไง

 

การฝึกทำแบบนี้ เป็นการรวมสมาธิ (concentration) และสติ (awareness) เข้าด้วยกัน เราจะพบว่า มันช่วยจดจ่อ (focus) ในสิ่งของหรือลมหายใจ ในขณะที่เฝ้าดูอาการทางกาย ความคิด หรือความรู้สึก

 

วิธีนี้ เหมาะกับผู้ที่ไม่มีครูบาอาจารย์มาฝึกให้ เพราะไม่ยากอะไร สามารถฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง

 

2. จิตวิญญาณสมาธิ (spiritual meditation)

 

วิธีนี้ มีใช้ในศาสนาคริสต์ ฮินดูและเต๋า โดยการนั่งในที่สงบ เสมือนว่า อาศัยความเงียบรอบตัวเพื่อเชื่อมต่อกับพระเจ้า หรือจักรวาล

 

วิธีนี้ มักจะใช้น้ำมันหอมระเหยเข้ามาประกอบด้วย โดยอาจจะทำที่บ้าน หรือในสถานที่เพื่อการบูชา

 

3. สมาธิแบบจดจ่อ (focused meditation)

 

เรียกอีกอย่างว่า "เพ่งกสิณ"

 

เป็นการใช้ประสาทสัมผัส (ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย) อย่างใดอย่างหนึ่ง ในการจดจ่อ อาจจะเป็นภายในกาย เช่น ลมหายใจ หรือภายนอก เช่น นับลูกประคำ ฟังเสียงระฆัง หรือจ้องเปลวเทียน อะไรก็ได้

 

วิธีนี้ ดูท่าว่าจะง่าย แต่ทำจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เริ่มต้นทำใหม่ๆ ที่จะให้นิ่งอยู่สัก 2-3 นาทีก็ยากแล้ว

 

ถ้าใจเราเริ่มวอกแวก ก็ต้องดึงกลับมาจดจ่อใหม่ให้ได้ (refocus)

 

4. สมาธิแบบเคลื่อนไหว (movement meditation)

 

เห็นคำนี้บางคนอาจจะนึกถึงโยคะ แต่ยังมีการขยับร่างกายอย่างนิ่มนวลอย่างอื่นๆที่เป็นสมาธิด้วยเหมือนกัน เช่น การเดินจงกรม หรือเดินช้าๆไปตามสุมทุมพุ่มไม้ ทำสวน (บางคนมีสมาธิมากในการแต่งต้นไม้) หรือแม้แต่จี้กง (รำมวยจีน)

 

บางคนอาจถูกจริตกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย และปล่อยใจอิสระ

 

5. สวดสมาธิ (mantra meditation)

 

การสวดคำซ้ำๆให้เกิดสมาธิ มีทั่วไป เช่น พุทธ และฮินดู ซึ่งมีคำยอดฮิตคือ "โอม"

 

การสวดจะพึมพำหรือสวดในใจก็ไม่ต่างกัน ถ้าทำให้จิตดิ่งลงเป็นสมาธิได้

 

บางคนชอบการจดจ่อที่คำสวดแบบนี้ รู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่าการกำหนดลมหายใจ และเหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเงียบ และเพลิดเพลินกับการทำอะไรซ้ำๆ

 

6. สมาธิเพื่อหลุดพ้น (transcendental meditation)

 

เป็นการทำสมาธิสายแข็ง คือเอาจริงเอาจัง ฝรั่งชอบใจ จนก่อตั้งขึ้นเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ผู้ก่อตั้งคือ Maharishi Mahesh โยคีชาวอินเดีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1911~2008

 

วิธีนี้ เป็นการผสมผสานกันระหว่างโยคะ กับ สมาธิแบบสวดภาวนา

 

ใครที่ชอบการสอนที่เป็นรูปแบบมาตรฐาน เอาจริงเอาจัง ก็เลือกวิธีนี้ได้

 

7. การผ่อนคลายแบบก้าวหน้า (progressive relaxation)

 

ชื่อวิธีนี้อาจจะฟังขัดๆไม่รื่นหู ดูเหมือนสำนวนแปล แต่ผมก็แปลจริงๆน่ะแหละ เพราะหาคำที่เหมาะใจไม่ได้

 

วิธีนี้ ผมเคยได้ยินมานานแล้ว จากเพื่อนพ้องที่เล่าวิธีหลับง่ายให้ฟัง

 

ใช่แล้วครับ วิธีนี้มีคนเอาไปปรับใช้ก่อนนอน ทำให้หลับง่าย หลับสบาย

 

วิธีนี้ บางทีเรียกว่า "การทำสมาธิแบบสำรวจร่างกาย" (body scan meditation) เพราะต้องการทำให้ร่างกายลดความตึงเครียด เพื่อผ่อนคลาย

 

วิธีนี้ ใช้การค่อยๆเกร็งและผ่อนกล้ามเนื้อเป็นกลุ่มๆ และค่อยๆทำไปจนทั่วร่างกาย บางคนเริ่มจากหัวลงไปถึงเท้า บางคนเริ่มจากเท้าขึ้นมาที่หัว แล้วแต่ถนัด

 

8. สมาธิแบบแผ่เมตตา (loving-kindness meditation)

 

เป็นการส่งความรู้สึกดีๆให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้เป็นที่รัก ญาติสนิท มิตรสหาย รวมทั้งสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในโลก

 

ใครที่มักโกรธ น่าจะใช้วิธีนี้นะ

 

9. มโนภาพสมาธิ (visualization meditation)

 

เป็นการหลับตา นึกถึงสถานที่ที่สุขสงบ ซึ่งอาจจะเป็นที่ที่เราเคยไปมาแล้วและอยากไปอีก จินตนาการด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส ได้ยินอะไรไหม หอมกลิ่นอะไรไหม เช่นดอกไม้ หรือแม้แต่อาหารที่หอมหวลชวนกิน อากาศหนาวหรือร้อน รู้สึกถึงลมที่พัดผ่านผิวกายไหม ฟ้าสีสวยไหม หรือว่ามืด เต็มไปด้วยดวงดาวพราวเต็มท้องฟ้า

 

หายใจเข้าช้าๆ รับความรู้สึกที่ดีๆเข้าร่างกาย และหายใจออกช้าๆ จินตนาการว่า ความเครียดหรือสิ่งที่ไม่ชอบใจทั้งหลาย ให้ออกไปพร้อมกับลมหายใจ

 

ก็จินตนาการไปเถอะครับ จนกว่าจะสุขสงบ

 

การสงบจิตสงบใจจึงทำได้หลายวิธีดังที่กล่าวมา หวังว่าคงมีสักวิธีที่เหมาะกับตนเอง จะได้ไม่ต้องพึ่งพาหามดหาหมอหรือจิตแพทย์เมื่อเวลาเครียด

 

แต่ผมสงสัยนิดเดียวว่า ...

 

เวลาเราเครียด ก็ไปหาหมอ แต่เวลาหมอเครียด (เพราะตอนนี้เห็นเถียงกันจังเรื่องวัคซีน) แล้วหมอจะไปหาใคร? ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-07-18

 

ความดันสูง

 

เมื่อปลายเดือนมกราคมปีที่แล้ว (2020-01-31) ตอนที่โควิดระบาดใหม่ๆ วัคซีนยังไม่มี คนเครียดกันเยอะจนความดันขึ้น คุณ Marjorie Hecht ได้เขียนบทความลงใน healthline .com และผ่านการรีวิวทางการแพทย์โดยคุณหมอ Judith Marcin เรื่อง "17 วิธี เพื่อลดความดันโลหิตอย่างได้ผล" (17 Effective Ways to Lower Your Blood Pressure)

 

ความดันโลหิตสูง (high blood pressure) หรือ ความดันสูง (hypertension) บางทีถูกเรียกว่าเป็น "ฆาตกรเงียบ" (silent killer) เพราะมีความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง (stroke)

 

ในสหรัฐอเมริกา ผู้ใหญ่หนึ่งในสาม มีความดันสูง

 

ค่าความดันเลือด (หน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท ย่อได้เป็น มม.ปรอท หรือ mm Hg) จะมีสองค่า คือ "ค่าสูง" (SYS: systolic) เมื่อหัวใจบีบตัว และ "ค่าต่ำ" (DIA: diastolic) เมื่อหัวใจหยุดพัก

 

ความดันเลือด จะขึ้นกับปริมาณเลือดที่ถูกหัวใจสูบฉีดออกไปว่ามากแค่ไหน และมีความต้านทานของหลอดเลือดแดงมากหรือน้อย ถ้าหลอดเลือดแดงตีบแคบลง ความดันก็ขึ้น

 

ลองนึกถึงลูกโป่งยาวๆ ถ้าเอาไปใส่น้ำ แล้วเอาปลายทั้งสองมาเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวน เราสามารถบีบไล่ให้น้ำหมุนวนได้ เลียนแบบการทำงานของหัวใจ และความดันในลูกโป่งก็จะมีสองค่า คือตอนบีบและตอนไม่บีบ จะเหมือนความดันโลหิตเลย และคงพอจะเห็นภาพได้ว่า ความดันนั้นเกิดจากการรัดตัวของลูกโป่ง แม้แต่เมื่อตอนที่ยังไม่บีบก็ยังมีอยู่ ลูกโป่งก็เหมือนหลอดเลือด ที่ยืดหยุ่นได้ดี โดยเฉพาะเมื่อยังเด็กหรือยังหนุ่มยังสาวอยู่ เมื่อหัวใจบีบตัว ไล่เลือดให้วิ่งออกไป เส้นเลือดก็พองขยายตัวตามได้ง่าย ความดันจึงไม่ค่อยสูง แต่เมื่อแก่ตัวลง เส้นเลือดมันไม่ค่อยยืดหยุ่นเหมือนเก่า ดีไม่ดีจะแตกเปราะง่ายกว่าคนอายุน้อยๆเสียอีก เมื่อเส้นเลือดมันไม่ค่อยขยายตัว ความดันจึงสูงกว่าคนอายุน้อย

 

ในเมื่อความดัน มันขึ้นอยู่กับเส้นเลือดที่อยู่ทั่วร่างกาย ดังนั้น อารมณ์ และความเครียด จึงมีผลต่อความดันมาก สมองจะสั่งการให้เกิดการเกร็ง หลอดเลือดก็ถูกบีบ ความดันจึงสูงขึ้น

 

โดยทั่วไป ความดันไม่เกิน 120/80 มม.ปรอท (ค่าสูง/ค่าต่ำ) ถือว่าปกติ ถ้าเกิน 130/80 อาจมีแนวโน้มจะขึ้น ต้องคอยระวัง

 

แต่ถ้าเกิน 140/90 มม.ปรอท ถือว่าสูง ศาสตราจารย์นายแพทย์ อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ว่าไว้อย่างนั้น

 

และถ้าเกิน 160/100 มม.ปรอท ก็จะอดฉีดวัคซีนนะครับ ไม่มีใครฉีดให้ ต้องนั่งพักรอให้ความดันลงก่อน

 

ถ้าอยากลดความดัน จะทำอย่างไรดี

 

เปลี่ยนวิถีชีวิตสิครับ ฝรั่งเขารวบรวมมาได้ ตั้ง 17 ข้อ

 

เอาเรื่องลดการกินก่อนก็แล้วกัน มี 5 ข้อ คือ...

 

ลดแป้งและน้ำตาล

 

งานวิจัยในปี 2010 เทียบระหว่างอาหารลดแป้ง (low carb) กับอาหารลดมัน (low fat) ปรากฏว่า อาหารลดแป้งสามารถลดความดันได้ดีกว่า คือลดความดันตัวบนได้ 5.9 และลดตัวล่างได้ 4.5 ในขณะที่อาหารลดมัน ลดตัวบนได้เพียง 1.5 และตัวล่าง 0.4 มม.ปรอท เท่านั้น

 

ลดเหล้า

 

ใครที่เคร่งครัดกับศีลข้อ 5 นี้ ก็สบายไป เพราะ การดื่มแอลกอฮอล์ จะเพิ่มความดันเสมอ ไม่ว่าเราจะแข็งแรงแค่ไหนก็ตาม คือ ความดันจะเพิ่ม 1 มม.ปรอท ต่อทุกๆ 10 กรัมของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป ใครที่ชอบดื่มจึงควรบันยะบันยัง ดื่มแต่พอประมาณ (moderate) วันละ "drink" ก็พอสำหรับคุณผู้หญิง และแถมให้คุณผู้ชายหน่อย เป็น 2 "drink"

 

"Drink" ในที่นี้ ไม่ใช่ "แก้ว" ไม่งั้นเดี๋ยวมีแก้วยักษ์ และไม่ใช่ "องคุลี" (เทให้สูงขึ้นมาประมาณข้อนิ้ว) ไม่งั้นอาจจะมีองคุลีฝาบาตร แต่มาตรฐาน (standard drink) คือ เครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 14 กรัม เช่น

 

เบียร์ 12 ออนซ์

ไวน์ 5 ออนซ์

เหล้า 1.5 ออนซ์

(1 ออนซ์ = 28.35 กรัม)

 

ลดกาแฟ ?

 

ผมเติมเครื่องหมายคำถามต่อท้ายไปด้วย เพราะ เขาแค่ให้พิจารณา เนื่องจากผลของมันนั้น สั้นมาก แค่ 45 ถึง 60 นาทีเท่านั้น แถมแต่ละคนก็ตอบสนองต่อกาแฟไม่เท่ากันอีก บางคนไวมาก บางคนเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย

 

ดังนั้น ถ้าใครไวต่อคาเฟอีนมาก ก็สมควรลด หรือไม่ก็ดื่มกาแฟไร้คาเฟอีนแทน

 

ลดเค็ม

 

เป็นการลดการกินโซเดียมลง กินโปตัสเซียมแทนให้มากขึ้น คือกินผัก ผลไม้ นั่นเอง แต่ถ้าใครมีปัญหาโรคไต การจะเพิ่มการกินโปตัสเซียมก็ควรจะปรึกษาคุณหมอก่อนนะครับ อาหารที่อุดมไปด้วยโปตัสเซียมมีเยอะ เช่น นม โยเกิร์ต ปลา กล้วย ส้ม อะโวคาโด มันฝรั่ง มะเขือเทศ และผักโขม เป็นต้น

 

แต่เรื่องนี้ไม่เป็นกันทุกคน บางคนกินเค็มเท่าไหร่ ความดันไม่เห็นขึ้นเลยก็มี โชคดีไป

 

ลดการกินอาหารแปรรูป

 

อาหารประเภทนี้ เช่น อาหารกระป๋อง พิซซ่า ขนมกรุบกรอบต่างๆ ควรจะลด ละ ถ้าจะให้ดีคือ เลิก เลย เราจะได้กินเกลือน้อยลง น้ำตาลน้อยลง แป้งน้อยลง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็จะทำให้เรามีความดันลดลง

 

ต่อไปก็เป็นการกินเพิ่มอีก 6 อย่าง

(ที่จริงแค่ 5 แต่รวมยาเข้าไปด้วย)

 

กิน dark ช็อกโกแลต สังเกตได้เลยว่า คนชอบกินช็อกโกแลต ความดันจะไม่ค่อยสูง

 

Dark ช็อกโกแลตนี้ควรจะมีปริมาณโกโก้ 60~70% มีการศึกษาแล้วว่า กิน dark ช็อกโกแลตนี้วันละชิ้นสองชิ้นทุกวัน ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจอันเนื่องมาจากความดันสูงได้ ข้อดีนี้ เป็นผลพวงมาจาก "flavonoids" ในช็อกโกแลต ที่เป็นสารช่วยในการขยายหลอดเลือด

 

การศึกษาวิจัยในปี 2010 มีการทดสอบผู้คนจำนวน 14,310 คน พบว่า ผู้ที่กิน dark ช็อกโกแลต มีความดันต่ำกว่าผู้ไม่กิน อย่างมีนัยสำคัญ

 

ลองกินพืชสมุนไพรดูบ้าง

 

สมุนไพรบางตัว ช่วยลดความดันได้ ถ้าใครที่ให้คุณหมอช่วยดูแล จ่ายยาสมัยใหม่มาให้กินอยู่แล้ว จะลองสมุนไพรเพิ่มเข้าไปด้วยนี่ อย่าลืมปรึกษาคุณหมอก่อนนะครับ เดี๋ยวยามันตีกัน

 

สมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยลดความดัน มีอยู่มากมายทั่วโลก อย่างเช่น ชาเขียว ของญี่ปุ่น หรือ ชาอูหลง ของจีน เป็นต้น

 

กินกระเทียม

 

คงได้ยินกันมานานว่า กินกระเทียมช่วยลดความดัน ไม่ว่าจะเป็นกระเทียมสด ที่มีในอาหารไทยทั่วไป แต่ฝรั่งหากระเทียมสดกินยาก ต้องเปลี่ยนไปเป็นกระเทียมสกัด ซึ่งก็ได้ผลทัดเทียมกัน

 

อีกรูปแบบหนึ่งในเมืองฝรั่งที่หากระเทียมสดยาก คือ กระเทียมผงอัดเม็ด แต่มีการทำวิจัยว่า สู้กระเทียมสกัดไม่ได้

 

เมื่อปี 2012 มีการทดลองให้ผู้มีความดันสูง 87 คน กินกระเทียม ผลปรากฏว่า มีความดันลดลง เฉลี่ยแล้ว ความดันตัวบนลดลง 12 มม.ปรอท ตัวล่างลดลง 6 มม.ปรอท

 

กินอาหารที่มีโปรตีนสูง

 

คงรู้กันอยู่แล้วนะครับ ว่า อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนก็คือ อาหารประเภท ถั่ว ปลา เนื้อ-นม-ไข่ เหล่านี้เป็นต้น

 

การศึกษาที่กินเวลานานหน่อยในช่วงปี 2014 พบว่า ผู้ที่บริโภคโปรตีนเกิน 100 กรัมต่อวัน ช่วยลดโอกาสที่จะมีความดันสูง ได้ถึง 40%

 

กินอาหารเสริมช่วยลดความดัน

 

ฝรั่งชอบทำอาหารเสริมเป็นเม็ดๆใส่ขวดมาขาย (เพราะรู้ว่าขายได้ เนื่องจากเป็นเม็ดๆกินง่ายดี) เช่น fish oil (Omega-3 polyunsaturated fatty acid) ซึ่งช่วยลดความดันตัวบนได้ 4.5 ตัวล่าง 3.0 มม.ปรอท หรือโปรตีนจากนม (whey protein) และ แมกนีเซียม เป็นต้น

 

กินยาลดความดัน

 

ถ้าทำยังไงๆ ความดันก็ไม่ลง คงต้องยอมไปพบหมอ ขอยามากินแล้วละครับ

 

เพื่อลดความดันลงมาให้พอเหมาะพอดี มีเรื่องที่ควรจะทำ โดยไม่เกี่ยวกับการกิน อีก 6 อย่าง คือ…

 

ออกกำลังกาย

 

ในปี 2013 มีการศึกษาวิจัยผู้ที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค สามารถลดความดันตัวบนได้ 3.9% และลดตัวล่างได้ 4.5%

 

แล้วออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะพอ ?

 

รายงานในปี 2013 โดย วิทยาลัยโรคหัวใจอเมริกัน (American College of Cardiology: ACC) และสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (American Heart Association: AHA) แนะนำให้ออกกำลังกายปานกลางจนถึงหนักๆ 3~4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 40 นาที

 

ถ้าทำรวดเดียว 40 นาทีไม่ได้ จะแบ่งเป็น 3 หรือ 4 ช่วง ต่อวัน ช่วงละ 10~15 นาที ก็ย่อมได้

 

ออกกำลังกายที่ว่านั้น จะไม่วิ่งก็ได้ อาจจะใช้การขึ้นบันได เดินแทนการขับรถ ทำงานบ้าน ทำสวน ได้หมดครับ

 

ลดความอ้วน

 

ในปี 2016 มีการศึกษาว่า ถ้าน้ำหนักลด ความดันตัวบนจะลงมา 4.5 ตัวล่าง 3.2 มม.ปรอท

 

หยุดบุหรี่

 

การสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดอักเสบ และตีบลง ทำให้ความดันขึ้น และคนอยู่รอบข้างก็เป็นด้วยครับ (secondhand smoke)

 

ลดความเครียด

 

มีหลายวิธี เช่น หายใจลึกๆ เดินเล่น อ่านหนังสือ ดูหนังตลก ฟังเพลง หรือ อบซาวน่า ช่วยลดความดันได้ครับ

 

นั่งสมาธิหรือโยคะ

 

ปี 2013 พบว่า โยคะ ช่วยลดความดันตัวบนได้ 4.17 ตัวล่าง 3.62 มม.ปรอท

 

นอนให้พอ

 

คือไม่ควรอดนอน ที่สำคัญคือ ให้นอนแต่พอดี นอนน้อยไป ไม่ดีอยู่แล้ว แต่มากไป ก็ใช่ว่าจะดี

 

ผมนึกเปรียบเทียบการนอนว่า เหมือนกับการชาร์จแบต ถ้าชาร์จไม่พอ ใช้จนเกลี้ยง แบตก็เสียเร็ว แต่ถ้าชาร์จมากไป แบตเต็มตลอด แบตก็เสื่อมอีก ผมเคยลืมชาร์จมือถือ เผลอใช้ไปจนมันเตือนขึ้นมาที่หน้าจอเมื่อแบตเหลือ 20% และเครื่องมันแนะนำให้ใช้มือถือโหมดประหยัดพลังงาน (Low Power Mode) ด้วย โดยมันจะลดการใช้ไฟที่ยังไม่จำเป็นลง ผมก็เลยใช้โหมดนี้มาเรื่อยๆ ประหยัดไฟดี ที่แปลกคือ เมื่อชาร์จขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 80% เครื่องมันจะสลัด Low Power Mode นี่หลุดออกไปเลย และบอกที่หน้าจอว่า ชาร์จพอแล้วละ (Battery sufficiently charged.) แสดงว่า เราควรจะชาร์จและใช้มือถือแต่พอดี ให้แบตอยู่ในช่วงกลางๆ 20~80%

 

การนอนที่เปรียบเสมือนการชาร์จแบตนี่ ก็เหมือนกัน ควรจะนอน 7~9 ชั่วโมง ไม่ควรจะนอนน้อยไป (น้อยกว่า 7) หรือมากไป (มากกว่า 9 ) เพราะความดันจะขึ้น ยิ่งถ้านอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงเป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นความดันสูงนาน (long term)

 

เพิ่งรู้ว่า นอนมากเกินไป อย่างที่โบราณเขาว่า "นอนกินบ้านกินเมือง" ก็ทำให้ความดันขึ้นเหมือนกันนะเอ้อ ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-07-11

 

ฝึกหายใจ

 

เราทุกคนต้องหายใจกันอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่หายใจก็ตายกันพอดี

 

ถ้าถีบจักรยานไม่เป็น ต้องฝึกถีบ นั่นก็เข้าใจได้ แต่เมื่อหายใจได้แล้ว ทำไมต้องฝึก?

 

คำตอบคือ - ฝึกหายใจ เพื่อลดความเครียด ครับ

 

เมื่อกลางปีที่แล้ว (2021-08-31) ช่วงที่โควิดกำลังระบาดหนัก ผู้คนเครียดกันมาก ทางทีมงานด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัล โรงพยาบาลดีที่สุด 2 ปีซ้อน จาก U.S. News (Best Hospitals Honor Roll 2020-21) ได้เขียนเรื่องราวแนะนำผู้ที่กำลังเครียด ในเรื่อง "การบริหารความเครียด: ฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลาย" (Stress Management: Breathing Exercises for Relaxation) มีเนื้อหาที่น่าสนใจทีเดียว

 

เคยสังเกตกันไหมครับ ว่า การหายใจเวลาที่เรารู้สึกผ่อนคลาย เป็นยังไง ถ้ายังไม่เคย คราวหน้า เวลาเรารู้สึกสบายๆ ก็ลองพิจารณาร่างกายของเราดูนะครับ หรือไม่ก็ลองสังเกตการหายใจเวลาที่เรากำลังจะหลับ หรือเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆก็ได้

 

การฝึกหายใจจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้

 

การหายใจลึกๆ เป็นวิธีที่ช่วยลดความเครียดได้ดีวิธีหนึ่ง เพราะมันจะส่งสัญญาณไปยังสมองให้คลายอารมณ์จนสงบเยือกเย็นลง (calm down) และรู้สึกผ่อนคลาย

 

จากนั้น สมอง ก็จะส่งสัญญาณการผ่อนคลายไปทั่วร่างกาย อาการที่เกิดจากความเครียดต่างๆ เช่น หัวใจเต้นเร็ว คือชีพจรสูง หายใจถี่ ความดันขึ้น เป็นต้น อาการเหล่านี้ก็จะลดลงไป

 

เราจึงควรฝึกหายใจลึกๆ ซึ่งฝึกได้ไม่ยากเลย ไม่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรเป็นพิเศษด้วย แถมมีหลายท่าหลายวิธีที่จะลองนำไปฝึกให้เหมาะกับตัวเรา

 

 

วิธีแรกที่เขาแนะนำ คือ "การหายใจด้วยพุง" (belly breathing)

 

วิธีนี้ เรียนรู้ง่าย ทำง่าย น่าจะเหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยฝึกหายใจมาก่อน

 

เขาทำอย่างนี้ครับ

 

1. นอนหรือนั่งก็ได้ ที่คิดว่า สบายที่สุด

 

2. เอามือข้างหนึ่งแตะพุง อีกมือหนึ่งทาบหน้าอก

 

3. หายใจลึกๆ เข้าทางจมูก เนื่องจากเราสามารถทำได้สองอย่าง คือ ทำให้พุงป่อง หรือพุงยุบ ซึ่งอย่างหลัง เป็นการขยายหน้าอก หรือหายใจด้วยหน้าอก ที่เรียกว่า อกผายไหล่ผึ่ง เหมือนพวกตำรวจทหารเวลายืนตรงทำความเคารพ เรายังไม่ทำอย่างนี้ครับ ให้ทำอย่างแรก ให้พุงป่อง คือหายใจด้วยพุง มือที่แตะพุงอยู่จะรู้สึกได้ เมื่อพุงดันออกมา ส่วนหน้าอกนั้นแทบไม่ขยับ รู้สึกได้ด้วยมือที่แตะหน้าอกอยู่

 

4. หายใจออกทางปาก โดยไม่จำเป็นต้องอ้าปาก เพราะลมมันจะดันผ่านริมฝีปากออกมาเอง เหมือนตอนผิวปาก จึงเป็นการหายใจเข้าทางจมูก ออกทางปาก (มันจะกลับกับการหายใจขณะว่ายน้ำ ที่เข้าทางปากออกทางจมูก) ขณะหายใจออก มือที่แตะพุงอยู่ จะรู้สึกถึงการยุบลงของพุง และให้ใช้มือนี้ช่วยดันพุงเพื่อไล่อากาศ

 

5. ให้หายใจด้วยพุงแบบนี้ 3 ถึง 10 ครั้ง โดยที่การหายใจแต่ละครั้ง จะใช้เวลานานเท่าไหร่นั้น - ตามสะดวก

 

6. สังเกตดูตัวเองเมื่อเสร็จสิ้นการฝึก

 

 

ขั้นต่อไป - เมื่อเราชักจะชำนาญในการหายใจด้วยพุงแล้ว จะลองวิธีเพิ่มขั้นตอนขึ้นไปอีกสักหน่อย ก็ไม่เลวนะ เผื่อจะพบบางวิธีที่เหมาะกับตัวเอง นั่นก็คือ …

 

กลั้นหายใจ (4-7-8 breathing)

หายใจด้วยพุงและอก (roll breathing)

ก้มเงยหายใจ (morning breathing)

 

 

การกลั้นหายใจ (4-7-8 breathing)

 

วิธีนี้ ใช้การหายใจด้วยพุง (belly breathing) เพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย วิธีนี้ อาจจะนั่งหรือนอนก็ได้

 

1. เริ่มต้น ใช้มือข้างหนึ่งวางที่พุง และอีกข้างทาบหน้าอก เช่นเดียวกับการหายใจด้วยพุง (belly breathing)

 

2. ใช้พุงหายใจเข้าทางจมูก (พุงป่องขึ้น) อย่างช้าๆ นับในใจ 1 ถึง 4

 

3. กลั้นหายใจ นับในใจ 1 ถึง 7

 

4. หายใจออกทางปากช้าๆ นับในใจตั้งแต่ 1 จนถึง 8 เมื่อลมหมดปอดพอดี

 

5. ทำซ้ำๆ 3 ถึง 7 ครั้ง หรือจนกว่าเราจะรู้สึกสงบลง

 

6. สังเกตความรู้สึกเมื่อจบการฝึกหายใจ

 

 

การหายใจด้วยพุงและอก (roll breathing)

 

วิธีนี้ จะใช้การทำงานของปอดอย่างเต็มที่ และทำให้เราได้จดจ่อ (focus) อยู่ที่การหายใจ ที่จริงเราอาจจะทำที่อิริยาบถใดๆก็ได้ แต่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้นี่ ใช้ท่านอนดีกว่า และงอขาขึ้นมาหน่อย

 

1. เอามือซ้ายวางบนพุง และมือขวาทาบหน้าอก (ทำไมต้องกำหนด ซ้าย-ขวา สำหรับวิธีนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ทีวิธีข้างบนใช้มือข้างไหนก็ได้) คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของมือทั้งสอง เมื่อหายใจเข้าและออก

 

2. ฝึกเติมลมเข้าปอดส่วนล่างโดยใช้พุง (มือซ้าย) ให้ป่องขึ้นขณะหายใจเข้า โดยที่อก (มือขวา) อยู่คงที่ อย่าลืมว่า เราจะหายใจเข้าทางจมูกและออกทางปากเสมอ ให้ทำ 8 ถึง 10 ครั้ง (ขั้นตอนนี้คือ การหายใจด้วยพุง ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง)

 

3. เมื่อทำการหายใจลึกๆเข้าปอดส่วนล่าง แบบใช้พุงอย่างเดียว ครบ 8 หรือ 10 ครั้งแล้ว ก็ให้เพิ่มการหายใจเข้าปอดส่วนบน ต่อเนื่องกันไป ให้ทำช้าๆ และสม่ำเสมอ ขั้นตอนนี้จะรู้ว่า มือขวาจะขยับขึ้น เพราะปอดส่วนบนขยายขึ้น (อกผาย) ในขณะที่มือซ้ายจะขยับลง เพราะพุงจะยุบลงไปหน่อย

 

4. หายใจออกช้าๆ ทางปาก ขณะหายใจออก จะมีความรู้สึกว่า ความเครียดมันออกไปด้วย และเราก็จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

 

5. ฝึกหายใจด้วยวิธีนี้สัก 3 ถึง 5 นาที จะสังเกตเห็นว่า ท้อง และหน้าอกของเรา จะขึ้นลงไล่กัน เหมือนลูกคลื่น (rolling waves)

 

6. สังเกตว่า เรารู้สึกอย่างไรเมื่อจบการฝึก

 

ลองฝึกการหายใจด้วยพุงและอก (roll breathing) อย่างนี้ ทุกๆวัน เมื่อหลายสัปดาห์ผ่านไป เราจะทำได้คล่องแคล่วขึ้น อยากจะทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ทำได้ และเราสามารถจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการผ่อนคลายได้ทันทีเมื่อต้องการ

 

มีคำเตือนนิดนึง - ถ้าใครเริ่มลองทำการหายใจด้วยพุงและอก (roll breathing) นี้ในสองสามครั้งแรกแล้วรู้สึกหน้ามืดตาลาย (dizzy) แสดงว่า หายใจเร็วไป ให้หายใจช้าลง จะลุกจะนั่งก็ให้ทำอย่างช้าๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเราชาว ส.ว. ทั้งหลาย)

 

 

การก้มเงยหายใจ (morning breathing)

 

การฝึกทำการหายใจแบบนี้เมื่อตื่นนอนตอนเช้า จะช่วยยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยให้หายใจโล่งและคล่องขึ้น และถ้ามีเวลาทำในระหว่างวัน ก็จะช่วยลดการตึงที่แผ่นหลัง

 

1. จากท่ายืน ให้ก้มตัวลงไปข้างหน้า โดยงอเข่านิดหน่อย ปล่อยแขนห้อยลงไปเกือบถึงพื้น

 

2. ขณะที่หายใจเข้าช้าๆ และลึกๆ ให้ยืดตัวขึ้นมายืนอยู่ท่าเดิม เหมือนกับม้วนตัวขึ้นมาช้าๆ หมายความว่า เอาตัวขึ้นมาก่อน แล้วสุดท้ายค่อยเงยหัวขึ้นมายืนตรง

 

3. กลั้นหายใจนิ่งไว้สัก 2-3 วินาที ในตำแหน่งยืนตรงนี้

 

4. หายใจออกช้าๆ ในขณะที่งอเอว ก้มตัว ลงไปท่าเดิม

 

5. สังเกตดูว่า รู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อเสร็จสิ้นการฝึก (ให้สังเกตอยู่เรื่อยเลย ถ้าเป็นทางพระ ก็จะเรียกว่า ให้มี สติ)

 

 

โควิด ทำให้เราเครียดกันเป็นแถว ปีที่แล้ว เครียดเรื่องยังไม่มีวัคซีน ปีนี้ มีวัคซีนให้ทะยอยฉีดกันบ้างแล้ว แต่เปลี่ยนเรื่องเครียดเป็นกลัวเข็ม (สำหรับบางคน)

 

เพราะงั้น ถ้าใครเครียด ก็ลองมาลดความเครียด (จนบางทีความดันขึ้น) ด้วยวิธีนี้กันดูนะครับ ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-07-04

 

กลัวเข็ม

 

ช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสการพูดจา (talk of the town) วนอยู่แต่เรื่องการฉีดวัคซีน ก็จะมีการแทรกคลิปขำๆ ลดความเครียดลงบ้าง เกี่ยวกับการกลัวเข็มของการฉีดวัคซีน

 

คนดูคลิปขำ แต่เจ้าตัวคนที่ถูกฉีด และถูกถ่ายคลิปคงไม่ได้ขำไปด้วยหรอก

 

เรื่องความขำนี้ ผมจำได้ว่า นักพูดให้คนขำ (talk show) ท่านหนึ่ง เคยให้หลักการไว้ว่า ...

 

การจะทำให้คนขำนั้น ต้องมี "เหยื่อ" (victim) ซึ่งอาจจะเป็นผู้พูดเอง หรือผู้ฟังคนใดคนหนึ่ง (ต้องแน่ใจว่าเขาจะไม่โกรธเอา หรือต้องเตี๊ยมกันมาก่อน) หรือบุรุษที่สาม ยิ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปได้ยิ่งดี เช่น นายกรัฐมนตรี (อ้าว! หาเรื่องแล้วสิเรา)

 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ "เหยื่อ" อาจจะไม่ชอบใจ หรือเจ็บ แต่คนอื่นจะขำ เพราะ "ไม่ใช่ตัวเรา" เช่น เห็นคนเหยียบเปลือกกล้วยลื่นหงายท้องแล้วขำ เพราะ เราไม่ได้ลื่นเอง แต่คนลื่น เจ็บแทบแย่

 

ในทางจิตวิทยา เคยอ่านเรื่อง "The Naked Ape" เขียนโดย Dr. Desmond Morris ที่กล่าวถึงสัตว์โลกพันธุ์พิเศษ คือ ลิงเปลือย อันหมายถึงมนุษยชาติเรานี่เอง เพราะในกลุ่มลิงไร้หาง (ape) 193 สายพันธุ์ มีแต่เพียงคนเราที่ไม่มีขนปกคลุมร่างกายอันเป็นที่มาของชื่อหนังสือ

 

Dr. Morris บอกว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์โลกเพียงประเภทเดียวที่หัวเราะและยิ้ม

 

สัตว์โลก เมื่อเกิดมาแล้ว บางครั้งเกิดทุกข์ (unsatisfactoriness) ย่อมส่งเสียงร้อง แต่พัฒนาการของมนุษย์ เลยจากสัตว์โลกชนิดอื่น คือ พัฒนาการต่อจากร้องไห้ เป็นการหัวเราะ บางคนหัวเราะจนน้ำตาไหล เพราะมันเกิดจากสมองแห่งเดียวกัน

 

การร้องไห้ พัฒนาเป็นการหัวเราะ เมื่อพบว่า อ้อ! ที่จะเป็นอันตรายนั้น ไม่ใช่เรา!! หรือคิดว่า ไม่อันตรายนี่ คนถูกจี้เอวจึงหัวเราะ

 

ก็จี้ด้วยนิ้วนี่ ไม่ใช่จี้ด้วยเข็ม

 

แต่ถึงแม้จะไปถามใครที่ไม่มีอาการกลัวเข็ม ถามว่าชอบไหม ก็คงไม่มีใครชอบหรอก (แต่ไม่รู้ว่าพวกติดยา รู้สึกอย่างไร)

 

Dr. James G. Hamilton ผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการกลัวเข็ม (needle phobia) ได้กล่าวว่า มันเป็นพัฒนาการทางกรรมพันธุ์ของมนุษย์มาหลายพันปีแล้ว ที่มนุษย์เรากลัวและพยายามหลีกเลี่ยงของแหลมๆมาจิ้มมาแทง เพื่อความอยู่รอด

 

การกลัวเข็มนี้ ถ้าเป็นมาก อาจถึงขั้นหมดสติ (vasovagal) เนื่องจากการตอบสนองของร่างกายสองขั้นตอน คือขั้นแรกหัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดพุ่ง ตามมาด้วยอาการชีพจรและความดันตกวูบ

 

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว (2021-05-03) คุณ Sam-Omar Hall จากมหาวิทยาลัย UC Berkeley’s รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้เขียนบทความลงใน Los Angeles Times เรื่อง "กลัวเข็มหรือถึงไม่ฉีดวัคซีน" (Is needle fear holding you back from getting vaccinated?)

 

เขาพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาการกลัวเข็มด้วยวิธีต่างๆกัน เช่น คุณ Danielle Marie อายุ 38 จากย่าน north Hollywood ซึ่งเป็นหนึ่งในคนกลัวเข็ม เธอใช้วิธีพกหนังสือมาอ่านพร้อมกับเสียบหูฟังเพลงโปรดไปด้วย เรียกว่า ไม่ให้สมองว่างเลยก็แล้วกัน มีข้อมูลเข้าตลอดทั้งทางตาทางหู คุณพยาบาลอยากจะฉีดยังไงก็ฉีดไป

 

การกลัวเข็มนี่ มีการประมาณการว่า คนอเมริกัน เกิน 10% กลัวเข็มฉีดยา (ประเทศอื่นๆก็คงไม่ต่างกัน)

 

การที่บอกว่า คนเรากลัวเข็มมากกว่า 1 ในสิบคนนี้ ต้องเรียกว่า พูดแบบครอบจักรวาล คือ ไม่มีผิดไปได้ เพราะอัตราส่วนคนกลัวเข็มมันมากกว่านี้ แต่ถ้าอยากรู้แน่ก็ต้องทำการสำรวจ ซึ่งก็เคยมีการทำนานมาแล้วเหมือนกัน คือในปี 2012 โน่น แต่อัตราส่วนของคนกลัวเข็มก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะไม่มีปัจจัยใหม่ๆอะไร

 

เขาใช้วิธีสำรวจจากผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา มีจำนวนผู้ใหญ่ที่ตอบแบบสอบถาม 883 คน และเด็ก 1,024 คน

 

ผลปรากฏว่า เด็ก กลัวเข็มกว่าผู้ใหญ่ คือสูงถึง 63% ส่วนผู้ใหญ่กลัวเข็ม 24% หรือเกือบหนึ่งในสี่

 

เรียกว่า ถ้าเดินมา 4 คน จะต้องมีคนนึงละที่กลัวเข็ม

 

คุณ Ashley S Love และทีมงาน ที่ทำการศึกษาเรื่อง "การกลัวเข็มของผู้ใหญ่ช่วงฉีดวัคซีนโควิด" (Considering Needle Phobia among Adult Patients During Mass COVID-19 Vaccinations) ได้ประมาณการว่า คนอเมริกันที่กลัวเข็ม น่าจะราวๆ 11.5 ถึง 66 ล้านคน แต่ถ้าประมาณจากหนึ่งในสี่ ก็อาจจะมากถึง 76 ล้านคน

 

เขาทำวิจัยเรื่องนี้เพราะเกรงว่า จะเป็นอุปสรรคในการระดมฉีดวัคซีน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) จะได้จบการระบาดของโควิด

 

กรณีของคุณ Marie ถึงแม้จะกลัวเข็มก็ฉีด เพราะแรงขับที่เอาชนะความกลัวผลักดันให้เธอมาฉีดก็คือ เธอไม่อยากให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเธอป่วย (ถ้าเธอติดเชื้อ)

 

การที่คุณ Marie ใช้หนังสือและดนตรี เป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาการกลัวเข็มนี้ เป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาที่แนะนำโดย Dr. Anna Taddio เภสัชกรและนักวิจัย มหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา ที่สนใจการวิจัยในเรื่องวิธีการแก้ปัญหาเพื่อลดความเจ็บปวดและความกลัวในขบวนการบำบัดรักษาทางการแพทย์ (mitigating pain and fear during medical procedures)

 

Dr. Taddio ได้แนะนำให้แก้ปัญหาด้วย "ระบบการ์ด" (CARD system)

 

CARD นี่จะแปลว่า บัตร เช่น นามบัตร หรือบัตรเชิญงานมงคล ก็ได้ หรือแปลว่า ไพ่ ก็ได้ แต่การ์ดของ Dr. Taddio เป็นคำย่อของ ...

 

Comfort - การทำตัวให้สบาย เช่นการหาเพลงมาฟังของ Marie

 

Ask - ถามไถ่ ว่าเป็นยังไง (อ่านบทความเรื่องนี้ก็ใช้ได้นะ)

 

Relax - การพักผ่อน กรณีของคุณ Marie เธอได้พักคอยในห้องที่ไม่เห็นการฉีด เมื่อถึงตาของเธอก็เข้าไปเจอพยาบาลตัวต่อตัวเลย การได้พัก จะช่วยลดความวิตก (distress) ลงได้มาก การหายใจลึกๆ (deep-belly-breathing) ก็ช่วยลดความเครียดได้

 

Distract - การเบี่ยงเบนความสนใจ คำแนะนำข้อนี้คงได้ยินกันมานาน เช่น เจ๊าะแจ๊ะกับพยาบาลบ้าง หรือหันไปอ่านโปสเตอร์ที่ติดอยู่ข้างฝา หรือจะทำสองอย่างเหมือนคุณ Marie เลยก็ได้ คือทั้งอ่านหนังสือและฟังเพลง แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเมิน มองไปที่อื่น ไม่มองเข็มที่กำลังฉีด แต่บางคนก็ใช้วิธีนี้ไม่ได้นะ ต้องมองที่เข็ม เพื่อกันไม่ให้สมองคิดวาดภาพจินตนาการเสียจนเกินจริง

 

ดังนั้น ตอนฉีดยา จะนึกถึงเรื่องแจกการ์ดหรือแจกไพ่ก็ได้ตามสะดวก แต่นึกถึงเรื่องหลังย่อมตื่นเต้นกว่าหน่อย เพราะต้องนึกถึงเรื่องการดูต้นทางด้วย - เอาเถอะ จะฟุ้งซ่านยังไงก็ตามใจ เพราะอย่างน้อยก็เป็นการหันเหความสนใจ (distract) ช่วยลดการกลัวเข็มไปได้บ้าง

 

เรื่องกลัวเข็มนี่ ผมนึกเลยไปถึงเรื่อง ทำฟัน เพราะใครที่เคยถอนฟันคงนึกออกว่า อาจจะมีการฉีดยาชา ดีไม่ดีจะเจ็บมากกว่าฉีดวัคซีนด้วยซ้ำละมั้ง เพราะบางทีมีการทายาชาก่อนฉีดด้วย

 

ผมเลยมานึกว่า ถ้าเอายาชา มาทาให้คนที่กลัวเข็มมากๆ จะช่วยได้รึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเห็นมีดราม่าของการกลัวเข็มออกมาให้ขำๆกันเล่นมากมาย

 

ถ้ากลัวมากกว่านี้อีก ก็ดมยาสลบไปเลยดีไหม ยอมจ่ายค่ายาสลบเพิ่ม

 

พูดไปงั้นแหละ เพราะรู้ว่าไม่มีหมอคนไหนยอมทำให้หรอก เรื่องปกติธรรมดาง่ายๆแค่นี้ เหมือนการตรวจเลือดประจำปี ที่ต้องใช้เข็มมาจิ้มกันเป็นประจำ

 

ที่สำคัญ จะรอดูอาการครึ่งชั่วโมงหลังฉีดได้ยังไง เพราะนอนสลบไสลอยู่อย่างนั้น - จริงไหมครับ ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-06-27

 

วัคซีนมีกี่อย่าง

 

 

มีคำกล่าวอยู่อย่างหนึ่งว่า …

 

"คนรู้ ไม่ค่อยพูด

 คนพูด ไม่ค่อยรู้"

 เรื่องวัคซีนอะไรนี่ ผมก็ไม่ค่อยรู้หรอก เพราะไม่ใช่หมอ จึงขอพูดเสียหน่อย (ฮ่า)

 เมื่อไม่ค่อยรู้ แต่อยากรู้ จึงต้องถามผู้รู้

 

 

ผู้รู้ที่พอจะเชื่อถือได้หน่อย คือ องค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization)

 

 

เมื่อต้นปีนี้ (2021-01-12) เวปไซต์ของ WHO ได้ลงเรื่องราวของ "วัคซีนโควิดชนิดต่างๆ" (The different types of COVID-19 vaccines) … เหมาะเลย

 

ก่อนอื่น ต้องมาทำความรู้จักเจ้าไวรัสนี่ก่อนว่า มันมีแค่สองส่วน คือ เปลือก กับไส้ใน

 

 

เปลือก ที่หุ้มอยู่ จะมีเอกลักษณ์อยู่อย่าง คือ มีหนามยื่นออกมารอบตัว จึงเรียกไวรัสนี้ว่า โคโรนาไวรัส (เวลาเกิดสุริยคราส อาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังหมด ก็ยังมองเห็นแสงรอบๆดวงอาทิตย์ เรียกว่า โคโรนา เหมือนกัน) หนามนี้ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง จึงเรียกว่า "โปรตีนหนาม" หรือ "spike protein" บางครั้งจึงมีการเขียนย่อว่า "s-protein"

 

ส่วนไส้ใน คือ รหัสพันธุกรรม สายเดี่ยว (RNA)

 

คนเรามีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เราเป็น เพราะเรามีรหัสพันธุกรรม สายคู่ (DNA) ถ้าฉีกคู่ออก แต่ละข้างจะคล้ายๆกับ RNA ซึ่ง RNA ที่มีรหัสพันธุกรรม จะไปสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเนื้อหนังหน้าตาของเรา ให้เป็นไปตามใบสั่ง คือรหัสพันธุกรรม

 

นั่นคือ RNA จะสร้าง โปรตีน

 

ไวรัสก็เช่นเดียวกัน คือ RNA จะสร้าง "โปรตีนหนาม" ตามใบสั่ง หรือตามรหัสพันธุกรรม

 

ถ้าไวรัสกลายพันธ์ุ โปรตีนหนาม ก็จะถูกกลายพันธ์ุตามไปด้วย คือหน้าตาไวรัส ก็จะเปลี่ยนไป

 หนาม ซึ่งมีหน้าที่จับเกาะเซลล์ร่างกายของคนเรา เพื่อจะได้แทรกซึมเข้าไปภายในเซลล์ จึงกลายเป็นหน้าตาของไวรัสไปด้วย ถ้าทหารหน่วยลาดตระเวน คือระบบภูมิคุ้มกันของเรา จำหน้ามันได้ ก็จะกำจัดได้ทันที

 

วัคซีน จึงเป็นการทำอย่างไร ให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรา "จำหน้ามันได้" เจอหน้ากัน จะได้รีบจัดการมันได้ทัน ก่อนที่มันจะจัดการเรา

 

เหมือนประกาศจับผู้ร้าย ต้องเอารูปมาให้เห็นหน้าตาชัดๆ จะได้จำได้ง่าย

 

แล้วทำยังไงถึงจะมีหนามเจ้าไวรัสโควิด เอามาให้ทหารระบบภูมิคุ้มกันเรารู้จักหน้าค่าตามันไว้ก่อน

 

ถ้าเป็นคนเรา อาจจะยากนิด เพราะคนเราหน้าตาไม่เหมือนกัน เนื่องจากแต่ละคนไม่มีใครที่มี DNA เหมือนกันเด๊ะ ยกเว้นฝาแฝด เพราะเป็นระบบเพศ ทำให้ DNA เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

 

แต่เจ้าไวรัสนี่มันขยายจำนวนด้วยการสั่งให้ร่างกายเรา copy รหัสพันธุกรรมเอาดื้อๆ เหมือนต้นฉบับเป๊ะ (ยกเว้นจะเกิดการกลายพันธ์ุนิดหน่อย หรือ mutation) ดังนั้น หน้าตาของเจ้าไวรัสโควิดจึงเหมือนกันทุกตัว ถ้าจำได้ตัวนึง คาดเดาได้เลยว่า ตัวอื่นๆก็หน้าตายังงี้แหละ

 

และเนื่องจากไวรัสมันมีแค่สองส่วน คือเปลือก กับไส้ การทำวัคซีน เพื่อจะส่งเข้าไปในร่างกายเราให้ทหารหน่วยภูมิคุ้มกันรู้จัก (ต้องการให้รู้จักแค่เปลือกเท่านั้นแหละ) จึงมีสามอย่าง คือ

 

หนึ่ง ส่งเข้าไปทั้งเปลือก และไส้ (ง่ายดี ไม่ต้องแยก)

 

สอง ส่งเข้าไปแต่เปลือก (ก็ต้องการรู้จักแค่นี้นี่)

และสาม ส่งเข้าไปแต่ไส้ (เพราะไส้ หรือรหัสพันธุกรรม มันสร้างเปลือกได้ คือ RNA สร้างโปรตีน)

 

อย่างแรก ส่งเข้าไปทั้งเปลือกและไส้ ก็คือ ส่งไวรัสเข้าไปทั้งตัวนั่นเอง

 

อ้าว! ทำอย่างนี้ ก็ติดเชื้อกันงอมพระรามสิครับ (ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่า พระราม มาเกี่ยวอะไรด้วย)

 

ถ้าไม่ทำอะไรก่อน ปล่อยเชื้อเข้าไปอย่างนั้นก็ต้องติดแน่นอน เขาจึงไม่ทำอย่างนั้นแน่

 

มีสามวิธีครับ ที่จะนำเอาไวรัสทั้งตัวเข้าไปแล้วมันทำอะไรเราไม่ได้

 

วิธีแรกเลย รู้และทำกันมานานแล้ว เช่นการทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโปลิโอ คือ ใช้วิธีจัดการไวรัสให้มันเดี้ยงไปซะ อาจจะใช้สารเคมี ความร้อน หรือรังสีก็ได้ วัคซีนชนิดนี้เรียกกันคุ้นหูว่า "วัคซีนไวรัสเชื้อตาย" (inactivated vaccine) แต่เปลือกมันยังมีร่องรอยหลงเหลือพอให้จำกันได้อยู่ วัคซีนชนิดนี้ใช้เวลาผลิตนานหน่อย และอาจจะต้องฉีด 2 หรือ 3 เข็ม วัคซีนโควิด Sinovac และ Sinopharm ของจีนก็ใช้วิธีนี้

 

วิธีที่สอง เป็นวัคซีนที่จัดการซ้อมไวรัสเอาแค่น่วมๆ (live-attenuated vaccine) มันทำให้เราไม่ถึงกับป่วย แต่มันกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเราได้ดีขึ้น วิธีนี้ก็รู้จักกันดีเหมือนกัน เพราะใช้ทำวัคซีนอีสุกอีใส แต่อาจจะใช้กับบางคนที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอไม่ได้ คือไวรัสมันก็ป้อแป้อยู่แล้ว แต่ระบบภูมิคุ้มกันเราดันป้อแป้กว่า ก็ไม่ไหวสิ สำหรับวัคซีนโควิด คือ Codagenix ช้ากว่าเขาหน่อย เพราะเพิ่งจะอยู่ในช่วงกำลังทดลองในคน (clinical trials)

 

วิธีที่สาม เป็นไวรัสที่แข็งแรงดี (วิธีที่ 1 เดี้ยง วิธีที่ 2 น่วม วิธีที่ 3 แข็งแรง) แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเราจะแย่ เพราะ นี่คือการซ้อมรบ ที่มีวัตถุประสงค์จะให้ทหารภูมิคุ้มกันของเราจำข้าศึกศัตรูได้ คือหนามที่เปลือกนั่นเอง เปรียบเสมือนการซ้อมรบที่เอาพันธมิตร ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย มาสวมเครื่องแบบให้เหมือนกับข้าศึก จะได้จำได้ ถ้าอนาคต ข้าศึกจริงๆเข้ามา สวมเครื่องแบบอย่างนี้ ก็จัดการได้เลย

 

วิธีที่สามนี้จึงค่อนข้างไฮเทคหน่อย มีการใช้เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรม (GMO: Genetically Modified Organism) เอา RNA ส่วนที่ใช้สร้างหนามโปรตีน มาใส่ในไวรัสที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคน ทำเป็นวัคซีนที่อาศัยไวรัสตัวอื่นพาเอา RNA บางส่วน เฉพาะที่ทำให้เกิดหนามแหลมของไวรัสที่เกิดโรค มาให้ทหารภูมิคุ้มกันรู้จัก (viral vector vaccine) วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคอีโบลา ก็ใช้วิธีนี้ ส่วนวัคซีนโควิดก็คือ AstraZeneca/Oxford นั่นเอง

 

ครบสามวิธีของการทำวัคซีนด้วยการส่งไวรัสทั้งตัว คือทั้งเปลือกและไส้ไปแล้ว

 

มาถึงอย่างที่สอง คือ วัคซีนที่ส่งแต่เปลือก หรือโปรตีน (protein vaccine) เข้าไป (subunit approach) ให้ทหารภูมิคุ้มกันรู้จัก เป็นวัคซีนที่เรารู้จักกันดี เพราะใช้กับเด็ก คือ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน สำหรับวัคซีนโควิด อาจจะมีในอนาคตอันใกล้ คือ Novavax (เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา รุ่นพี่ที่เคารพส่งข่าวผลการทดสอบมาจาก แหล่งข่าว FOX NEWS ของอเมริกา ว่า "Novovax COVID-19 vaccine 90.4% effective in clinical trial")

 

วัคซีนที่มีไวรัสทั้งตัว คือทั้งเปลือกและไส้ ก็มีแล้ว มีแต่เปลือกอย่างเดียว ก็มีแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ อย่างที่สาม สุดท้ายนี่แหละครับ ที่วัคซีนมีแต่ไส้ในของไวรัสอย่างเดียว คือเน้นแต่ทางด้านพันธุกรรม หรือ genetic approach กลายเป็นวัคซีนที่มีแต่ RNA (nucleic acid vaccine หรือ genetic vaccine) ซึ่ง RNA นี้ สามารถสร้างโปรตีนหนาม  (s-protein) ให้ทหารระบบภูมิคุ้มกันรู้จักได้เลย ไม่ต้องอาศัยไวรัสพี่เลี้ยงพาเข้าไปแล้ว จึงจำเป็นต้องเก็บในที่เย็นมากๆ เทคโนโลยีนี้เป็นของใหม่ครับ ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน คงทายกันได้นะครับว่า วัคซีนชนิดนี้ก็คือ Moderna และ Pfizer นั่นเอง

 

ถึงตรงนี้ ผมอยากจะพูดอีกประเด็นหนึ่ง ที่มีการแยกวัคซีนง่ายๆว่า เป็น "วัคซีนเชื้อเป็น" และ "วัคซีนเชื้อตาย"

 

จึงดูเสมือนว่า ไวรัส มันเป็นเชื้อโรค หรือสิ่งที่มีชีวิต คือ ตายได้ - ไม่ใช่ครับ

 

ไม่ใช่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง มันเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย แต่หมายถึง มันไม่มีชีวิตที่จะตาย

 

ไวรัส ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตครับ ‼️

 

เอายังงี้ดีกว่า เพื่อความง่าย ต้องใช้การอุปมาอุปไมย เสมือนกับว่า ร่างกายเราเป็นโรงเรียนก็แล้วกัน

 

ที่ผมเลือกการเปรียบเทียบกับโรงเรียน เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยเด็ก ที่ไร้เดียงสา บอกให้ทำอะไรก็ทำ ก็เหมือนกับเซลล์ของร่างกายเรา ถ้ามีคำสั่งจาก DNA หรือ RNA ให้ทำอะไรก็ทำหมด

 

และเปรียบเทียบไวรัสให้เห็นชัดๆว่ามันเป็นสิ่งไม่มีชีวิต ก็คือ ไวรัส เสมือนกับซองที่ข้างในมีจดหมายเขียนข้อความให้ผู้อ่านทำอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ค่อยจะดี และที่ขาดไม่ได้ มีอยู่ข้อหนึ่งที่ให้ผู้อ่าน คือเด็กๆ ไปทำสำเนาจดหมายนี้เยอะๆ พร้อมกับใส่ซองแบบเดียวกัน ถ้าเป็นโคโรนาไวรัส ก็เหมือนกับมีรูปมงกุฏแบบนางงามจักรวาลอยู่หน้าซองด้วย ดูเตะตาดีไหมล่ะ

 

ถ้าครูฝ่ายปกครองมาเจอ เห็นซองแปลกๆ ไม่รู้จัก แรกๆอาจจะไม่ทำอะไร แต่ต่อไปก็คงต้องพยายามกำจัดทิ้ง แต่ถ้าช้าไป เด็กช่วยกันทำ copy จนมีซองที่ว่านี่เกลื่อนโรงเรียน ก็คงวุ่นวาย

 

จึงต้องมีวิธีการที่จะให้ครูฝ่ายปกครองรีบรู้จักเจ้าซองตรามงกุฎนี้เสียแต่เนิ่นๆ เหมือนการทำวัคซีนให้โรงเรียนนี้นั่นเอง ต่อไปถ้ามีซองตรามงกุฎนี้เข้ามาเมื่อไหร่ ครูจะได้กำจัดทิ้งทันที

 

เพื่อให้ครูฝ่ายปกครองรู้จักซองไวรัสตรามงกุฎนี้ สามารถทำได้โดยโปรยซองไวรัสแต่ทำลายข้อความในจดหมายภายในจนอ่านไม่ได้แล้วเข้าไปในโรงเรียน (วัคซีน Sinovac และ Sinopharm ของจีน)

 

หรือส่งซองพร้อมจดหมายที่ลบข้อความให้พออ่านได้บ้าง จนเด็กมามุงดูกันพยายามอ่าน จนครูต้องรีบเข้ามาดู ว่าอ่านข้อความต้องห้ามอะไรหรือเปล่า (คือวัคซีน Codagenix ที่ยังทำไม่เสร็จ)

 

หรือตัดต่อข้อความในจดหมายใหม่ ไม่ให้เด็กไปทำอะไรที่เสียหาย แต่ให้เด็กไป copy ทำซองตรามงกุฎออกมาเยอะๆ เพื่อให้ครูฝ่ายปกครองมาเจอ แล้วเอาจดหมายดัดแปลงนี้ ใส่ในซองสะอาดๆไม่มีตรามงกุฎโปรยเข้าไปในโรงเรียน (คือวัคซีน AstraZeneca/Oxford ครับ)

 

หรือส่งแต่ซองไวรัสตรามงกุฎเปล่าๆ ไม่มีจดหมายข้างใน โปรยเข้าไปในโรงเรียน (วัคซีน Novovax กำลังทำ เกือบเสร็จแล้ว)

 

และสุดท้าย โปรยจดหมายเนื้อๆกันเลย ไม่ต้องมีซองแล้ว แต่ข้อความในจดหมายมีเพียงให้เด็กๆทำซองตรามงกุฎออกมาเยอะๆ เผื่อให้ครูฝ่ายปกครองมาเจอซองเอง (คือวัคซีน Moderna และ Pfizer นั่นเอง)

 

เอาละ ใครที่ได้ฉีดวัคซีนแล้ว แต่ยังไม่พอใจ อยากจะฉีดวัคซีนชนิดอื่นอีก ต่อไปคงจะได้งงกันบ้างละ หากมีวัคซีนให้เลือกอีกสองร้อยกว่าตัว !?

 

อย่าคิดมากครับ พูดให้เว่อร์ไปอย่างนั้นแหละ เพราะในความเป็นจริงแล้ว วัคซีนกว่าสองร้อยที่พัฒนาอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม 2020 นั้น มีจ่อคิวที่จะทดลองในคนอยู่แค่ 52 และโดยทั่วไป วัคซีนในห้องแลปและที่ทดลองในสัตว์นั้น มีเพียงประมาณ 7 ในร้อยเท่านั้น ที่ดีพอที่จะนำมาทดลองต่อในคน‼️๏๛

 

  ... @_@ ...

 

วัชระ นูมหันต์

2021-06-20

 

Ref: https://www.who.int/news-room/feature-stories/detail/the-race-for-a-covid-19-vaccine-explained


 

กำเนิดโควิด

 

⭕️ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทาง NHK ของญี่ปุ่น ได้เผยแพร่สารคดี (NHK Documentary) ที่พยายามรวบรวมเรื่องราวจากที่ต่างๆ เพื่อจะสืบสาวราวเรื่องว่า โควิด มันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ในชื่อเรื่องว่า "จุดกำเนิดการระบาด" (Original of the Pandemic) ซึ่งน่าสนใจทีเดียว โดยสามารถดูทางวีดีโอย้อนหลัง (on demand video) ได้จนถึงเดือนตุลาคม (เขาเก็บไว้ให้ดูแค่ 6 เดือน)

 

เรื่องเหล่านี้ ถึงแม้ว่าพวกเราจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ การที่ NHK รวบรวมไว้ในที่เดียวกัน ก็เป็นการดี

 

เขาเริ่มด้วยการกล่าวถึง หุบเขากลางป่าลึกในตอนล่างของประเทศจีน ที่เรียกบริเวณแถบนี้ว่าเป็น "แหล่งรวมจุดกำเนิดไวรัส" (virus hot spot) เพราะไวรัสดังๆในอดีตก็มาจากแถวนี้แทบทั้งนั้น เชื่อกันว่า บริเวณดังกล่าว เป็นจุดที่ไวรัสจะเริ่มกระโดดจากสัตว์มาสู่คน แม้จุดเริ่มต้นจะยังคงเป็นสิ่งลึกลับ ที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดก็ตาม และคงจำกันได้ว่า องค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) ได้ส่งทีมเฉพาะกิจ เข้าไปหาความจริงถึงต้นตอในจีนเมื่อต้นปีนี้ ในช่วงเดือนมกราคม (2021-01-14) เพราะเขาบอกว่า …

 

"ถ้าเราไม่รู้ว่าไวรัสนี้มาจากไหน เราก็คงจะป้องกันการแพร่ระบาดในอนาคตได้ยาก"

 

แต่จนแล้วจนรอด กว่าหนึ่งปีมาแล้วนับตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรก เราก็ยังไม่รู้แน่ชัด ว่า เจ้าโควิดนี้ มันเริ่มระบาดเมื่อไหร่ และที่ไหน

 

ทีมงาน NHK พยายามหาข้อมูลมากมายใน Internet เพื่อจะหาต้นตอของไวรัส และพบว่า ต้นตอมันหลากหลาย แตกต่างไปจากที่เชื่อกันโดยทั่วไปมาก

 

ไม่น่าเชื่อว่า การวิเคราะห์รหัสพันธุกรรม (genetic analysis) พบว่า ไวรัสมีจุดกำเนิดก่อนหน้าที่เราคิดกันไว้ และระบาดออกไปทั่วโลกอย่างเงียบๆ

 

ปี 2019 อันเป็นที่มาของชื่อ โควิด-19 ในตอนต้นเดือนธันวาคม นั้น มีรายงานของผู้ป่วยด้วยโรคที่ยังไม่มีใครรู้จักนี้ คาดว่ามีถึง 72 คน แต่ไม่ได้มีการปิดเมืองอู่ฮั่น (Wuhan: มีจำนวนประชากร 11 ล้านคน) ตั้งแต่ตรวจพบในวันที่ 31 ธันวาคมทันที เพราะตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรมากนัก ผลก็คือ ทั่วโลกติดเชื้อเกิน 130 ล้านคนแล้ว (เมื่อวันที่ออกอากาศ) แม้จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนกันบ้างแล้วในบางประเทศ แต่โควิดก็ยังคงระบาดไม่สร่างซาลง

 

นักวิชาการคิดว่าถ้าหยุดไวรัสได้ตั้งแต่แรกพบ ในเดือนธันวาคม จะหยุดยั้งการระบาดได้ดีกว่านี้

 

ในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีเก่าปีใหม่ เวปไซต์ด้านสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่น (Wuhan municipal health commission) ได้เผยแพร่การเป็นโรคปอดอักเสบ (pneumonia) 27 ราย โดย 7 รายมีอาการหนัก

 

อีกสามวันต่อมา (2020-01-03) จีนได้แจ้ง WHO เรื่อง โรคปอดอักเสบ (pneumonia) ที่ไม่รู้สาเหตุ หลังจากนั้นอีก 11 วัน (2020-01-14) WHO จึงยืนยันว่าเป็นโคโรนาไวรัสชนิดใหม่

 

วันรุ่งขึ้น (2020-01-15) ญี่ปุ่นรายงานผู้ติดเชื้อคนแรก และอีกไม่กี่วันต่อมาก็ตามมาด้วยอเมริกา ยุโรปและเอเชีย (2020-01-21 สหรัฐ22-สิงคโปร์24-ฝรั่งเศส25-ออสเตรเลีย และ 27-เยอรมันนี)

 

ปลายเดือนมกราคม (2020-01-30) WHO จึงประกาศกรณีฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (public health emergency of international concern) คราวนี้ ผู้ประกาศเป็น WHO Director-General เองเลย คือ Testosterone Adhanom Ghebreyesus และเป็นวันเดียวกันกับที่อิตาลีมีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายแรกด้วย

 

อีกไม่กี่วันต่อมา ขึ้นเดือนกุมภาพันธ์ ญี่ปุ่นเจอหนัก คงจำกันได้ว่า มีกรณีเรือสำราญ (cruise ship) ติดเชื้อกันเพียบ มาเทียบท่าเรือโยโกฮามาของญี่ปุ่น (2020-02-03)

 

อีกสิบวันต่อมาก็มีผู้เสียชีวิตรายแรกในญี่ปุ่น (2020-02-13)

 

10 มีนาคม WHO จึงต้องประกาศว่าเป็น "การระบาดใหญ่" (declare pandemic)

 

วันรุ่งขึ้น 11 มีนาคม ทางอเมริกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเรื่องนี้ (US declare national emergency)

 

จากลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทีมงาน NHK สงสัยว่า มันไม่น่าจะเพิ่งเกิด คือน่าจะเกิดก่อนนี้นานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝรั่งเศส (24 มกราคม) และอิตาลี (30 มกราคม)

 

NHK จึงส่งทีมงานไปที่อิตาลี และได้สัมภาษณ์ Luca Lucentini นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ (Italian National Institute of health) ที่กรุงโรม

 

นักวิทยาศาสตร์ที่นั่นพุ่งเป้าการเฝ้าดูไปที่ระบบน้ำเสียของเมือง ซึ่งเขามีระบบอัตโนมัติในการเก็บตัวอย่างน้ำเสีย (sampling) มาวิเคราะห์ และสามารถดูย้อนหลังได้หลายเดือน

 

Luca Lucentini พบว่า ในน้ำเสียมีโคโรนาไวรัส และในกรณีที่พบผู้ติดเชื้อมากขึ้น ก็จะพบไวรัสในน้ำเสียมากขึ้นด้วย คือมีความสัมพันธ์กัน (correlated)

 

ทีมนักวิจัยจึงสงสัยว่า น่าจะมีเชื้อเข้ามาในอิตาลีมานาน ก่อนการประกาศพบผู้ป่วยรายแรกเสียอีก ทั้งนี้เพราะเขาพบไวรัสในน้ำทิ้งตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2019 ในปริมาณพอๆกับกุมภาพันธ์ 2020

 

และในฝรั่งเศส ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ไวรัสอาจจะเข้าประเทศมาเป็นเดือน ก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อรายแรก

 

ทีมงาน NHK ได้ไปสัมภาษณ์ Yves Cohen ที่โรงพยาบาล Avicenna Hospital ที่เมือง Bobigne ประเทศฝรั่งเศส

 

เขาให้ดูรูป จาก CT scan ปอดผู้ป่วย เขาคิดว่า การป่วยน่าจะเกิดจาก โคโรนาไวรัส ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม (2019-12-15)

 

ทีมงาน NHK ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ป่วยในช่วงนั้น จนต้องเข้าห้องไอซียูถึงสามวัน และโชคดีที่หายป่วย คือคุณ Amirouche Hammar เขาเล่าว่า …

 

"มันเหมือนมีใครเอามีดมากรีดหน้าอก หายใจลำบากมาก และเจ็บ"

 

เขาเสริมอีกว่า ที่จริง ภรรยาของเขา คือ Fatiha Hammar ติดเชื้อก่อน แต่ไม่ต้องเข้าไอซียู และเชื่อว่า เธอติดมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เธอทำงานอยู่ และความที่ต้องพบปะผู้คนหลายพันคน แถมยังมีนักท่องเที่ยวมากมายด้วย เธอจึงคิดว่า ติดมาจากที่นั่น

 

เมื่อ Yves Cohen จากโรงพยาบาล Avicenna Hospital เผยแพร่ข่าวนี้ออกไป มีหมอหลายคนติดต่อเข้ามา บอกว่า มีเคสเหมือนๆกัน กับเคส Amirouche ประมาณ 20 เคส แสดงว่า ไวรัสน่าจะแพร่เร็วมาก

 

โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสที่ NHK ไปสัมภาษณ์ คือ Albert Schweitzer Hospital ที่เมือง Colmar ซึ่งได้ทำ CT scan ปอดผู้ป่วยที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร (unknown lung illness)

 

Michel Schmitt ได้แสดงภาพจาก CT scan ให้เห็นความแปลก คือ การติดเชื้อไม่สมมาตรระหว่างปอดซ้ายและขวา (asymmetrical) เขาบอกว่า เคสนี้มีมากกว่าสิบเคส นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019 เป็นต้นมา

 

เดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2020 ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูง แต่เขาเชื่อว่า เชื้อมันระบาดเข้ามาเป็นเดือนก่อนหน้านั้นแล้ว

 

นั่นก็หมายความว่า ที่จีนแจ้ง WHO เมื่อต้นเดือนมกราคม (2020-01-03) นั้น ไวรัสมันอาจแพร่ไปยุโรปก่อนหน้านั้นอีก คือคาดว่าราวๆกลางเดือนธันวาคม

 

ถ้างั้นเชื้อมันเริ่มเกิดในจีนควรจะก่อนหน้านั้น ... แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แน่

 

มีรายงานผู้ป่วยในจีนรายแรกตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม (2019-12-08) แสดงว่า ต้องมีอะไรเกิดขึ้นในอู่ฮั่น (Wuhan)

 

NHK ได้หาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยเน้น keywords เช่น ปอดอักเสบ (pneumonia) ไอ (coughing) ไข้หวัดใหญ่ (influenza)

 

เขาพบว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน มี "ไข้หวัดใหญ่" มากจนแน่นโรงพยาบาลในอู่ฮั่น

 

ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2019 เป็นต้นมา ถึงปลายเดือนธันวาคม ยอดพุ่งสูงขึ้นถึง 4,078 ราย สูงเกือบสิบเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ คือ 423 รายเมื่อเดือนธันวาคม 2018

 

เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม NHK ได้ส่งทีมงานเข้าไปในอู่ฮั่น หลังเหตุการผ่านไปหนึ่งปี ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติมากขึ้น และเขาได้พบคนที่ยอมให้สัมภาษณ์เมื่อแน่ใจว่า ไม่ได้เป็นคนของทางการ (สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์) แต่การถ่ายทำต้องทำแบบไม่ให้เห็นหน้า และบีบเสียงไม่ให้เหมือนจริง

 

นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลใน internet ที่กล่าวถึงรายงานของศาสตราจารย์ Yu Chuanhua แห่งมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น (Wuhan university) ที่ระบุว่า มีผู้ป่วยในวันที่ 14 และ 21 ของเดือนพฤศจิกายน ในปี 2019

 

ทาง NHK ได้พยายามติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ Yu แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากขัดกับนโยบายของมหาวิทยาลัย

 

คุณ Lauren Ancel Meyer หัวหน้าทีมของการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Director of modeling consortium) แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส คาดการณ์ว่า ในปี 2019 จำนวนผู้ติดเชื้อน่าจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน และค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 72 คน ช่วงต้นธันวาคม แล้วเพิ่มขึ้นแบบ exponential ไปถึง 1,518 คน ในปลายเดือน

 

ดังนั้น เริ่มแรกของการระบาดในคน ควรจะเกิดก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019 … แต่เมื่อไหร่ล่ะ

 

เราคงได้ยินข่าวการระบาดเริ่มต้นจากตลาดอาหารทะเล (seafood market) ในอู่ฮั่น ซึ่งพูดกันหนาหูในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2020

 

พอถึงเดือนมีนาคม มีข่าวเรื่องการร่วมงานประจำปีที่อู่ฮั่นของทหารอเมริกันราว 300 คน จีนหาว่าอเมริกันพาไวรัสเข้ามาแพร่ช่วงที่เดินตลาดในอู่ฮั่น

 

อเมริกันก็ปฏิเสธ และโต้กลับว่า จีนเองนั่นแหละ ที่มีพนักงานไม่ได้ระมัดระวังเพียงพอ ปล่อยให้ไวรัสรั่วไหลจากห้องแลปของสถาบันไวรัสวิทยา (Wuhan Institute of virology) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดอาหารทะเล คือห่างแค่ 26 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

 

แน่นอนว่า จีนปฏิเสธ และโบ้ยไปว่า ไวรัสพบที่ตลาดอาหารทะเล ก็อาจจะมาจาก อาหารแช่แข็งที่มาจากต่างประเทศก็ได้ - ไปโน่นเลย

 

เรื่องการพูด "เอาดีเข้าตัว ชั่วให้คนอื่น" โดยปราศจากหลักฐานแบบนี้ ไม่ได้อะไร แม้แต่ Peter Ben Embarek หัวหน้าทีมเฉพาะกิจจาก WHO ที่พยายามจะหาสาเหตุ ก็บอกว่า "ยังสรุปไม่ได้" (inconclusive)

 

แต่ถ้าเป็นพยานวัตถุ ก็ชัดหน่อย ว่าเกิดแถวๆตอนใต้ของประเทศจีนแถวนี้แหละ

 

หนึ่งในทีมเฉพาะกิจของ WHO คือ Peter Daszak (President of eco health alliance) ได้ให้สัมภาษณ์กับ NHK ว่า การจะหาต้นตอ ต้องสืบเสาะจากรหัสพันธุกรรมของโคโรนาไวรัส ซึ่งปรากฏว่า โควิด ใกล้เคียงกับโคโรนาไวรัสที่เคยเกิดในตอนใต้ของจีนมาแล้วทั้งนั้น

 

เช่น 85.2% ใกล้เคียงไวรัสที่กวางสี (Guangxi)

 

95.5% ใกล้เคียงกับไวรัสจากตัวลิ่น (pangolin) ในกวางตุ้ง (Guangdong)

 

และใกล้ที่สุด 96.2% มีรหัสว่า RaTG13 (ปี 2013) พบในค้างคาวเกือกม้า (horseshoe bat) ในยูนนาน (Yunnan)

 

คุณ Daszak จินตนาการว่า ผู้คนอาจจะไปสัมผัสค้างคาว เพื่อไปเอามูลค้างคาวมาทำปุ๋ย หรือมาทำยาจีน แต่เหตุผลกลใดยังไม่ทราบ ไวรัสได้กระโดดมาสู่คน และเดินทางหลายร้อยไมล์เข้าไปแพร่ระบาดในเมือง ดังนั้น ในอนาคตเขาจะกลับมาศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง

 

การศึกษาเรื่องรหัสพันธุกรรมของโควิด ไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ในเรื่องการหาว่าโควิดเกิดที่ไหนแล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องการหาว่า เกิดเมื่อไหร่ ได้ด้วย

 

ทั้งนี้เพราะ โควิด จะมีการกลายพันธุ์ (mutation) อยู่ตลอดเวลา

 

ศาสตราจารย์ Lucy Van Dorp แห่ง UCL Genetic Institute ได้ศึกษาสายพันธุ์ของโควิด จากผู้ติดเชื้อทั่วโลก มากกว่า 7,000 ราย และได้ทำเป็น genetic tree หรือ virus family tree ทำให้พบว่า ...

 

"ไวรัสกลายพันธุ์ เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง !"

 

และทำให้ศึกษาย้อนเวลากลับไปได้ว่า ไวรัสเริ่มกระโดดมาสู่คน เมื่อ ...

 

6 ตุลาคม !

 

โควิด-19 เขย่าโลก จนเสียชีวิตกันมากมาย ด้วยการเริ่มเข้ามาในร่างกายมนุษย์ ในปี 19 ของคริสต์ศตวรรษ (2019) เดือนตุลาคม วันที่ 6

 

สังคมไทยก็เคยถูกเขย่า จนเสียชีวิตกันมากเช่นกัน ในปี 19 ของพุทธศตวรรษ (2519) เดือนตุลาคม วันที่ 6 เหมือนกัน อันเป็นวันมหาวิปโยค

 

6 ตุลา 19 - อะไรมันจะพ้องกันขนาดนั้น !! ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-06-13

 

Ref: NHK Documentary

Origins of the Pandemic:

Part 1 The Beginning

Broadcast on April 112021

Available until October 112021

https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/ondemand/video/4001389/

 

ติ๊กต็อก

️ เมื่อปีที่แล้ว (2020-08-03ก่อนที่ Trump จะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี คงจำกันได้ว่า Trump เคยเขย่าวงการโซเชี่ยลด้วยการสั่งแบน "ติ๊กต็อก"

วัยอย่างเราๆ ชักตามเด็กไม่ค่อยทัน ต้องไปถามเด็กที่เปลี่ยนจากการเล่น "ตั้งเต" มาเป็น "ติ๊กต็อก" เมื่อไม่นานมานี้เอง ว่า มันคืออะไร

งั้นมาทำความรู้จัก "ติ๊กต็อก" กันหน่อย

แบรนด์เนมของ "ติ๊กต็อก" คือ "TikTok" เสียงคล้ายๆการเดินของนาฬิกาบอกเวลา แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่อง "Tiktok" ที่เกี่ยวกับการสับสนเรื่องเวลา

คนที่เล่น Line อาจจะทราบว่า Line เกิดในญี่ปุ่น (2011-06-23เพื่อช่วยวิกฤตการสื่อสารอันเกิดจากสึนามิ (2011-03-11แต่ติ๊กต็อกไม่ได้เกิดจากวิกฤตโควิด เพราะติ๊กต็อกเกิดเมื่อ 2016-09-29 ก่อนโควิดหลายปี (โมเดลทางคณิตศาสตร์ คำนวณย้อนกลับจากการผ่าเหล่าของโควิด โดย ศาสตราจารย์ Lucy van Dorp แห่ง UCL genetic institute พบว่า มันมีจุดกำเนิดเมื่อ 2019-10-06เพียงแต่ว่า โควิด มันเป็นตัวเร่งให้ ติ๊กต็อกโด่งดังขึ้นมาจากการที่คนเราต้องถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยมีอะไรจะทำ

ติ๊กต็อก เกิดในเมืองจีนก่อน ก็ย่อมจะมีชื่อจีน คือ โต่วอิน (抖音 dǒuyīแปลว่า เสียงสั่น) เขาพัฒนาซอฟท์แวร์แค่ 200 วัน หลังจากนั้นหนึ่งปีมีผู้ใช้ถึง 100 ล้านคน ตอนนี้ ปีผ่านไป มีคนใช้ 800 ล้านคนแล้ว และมีผู้ดูคลิปมากกว่าพันล้านวิวทุกวัน

บริษัทแม่ที่เป็นเจ้าของคือ ByteDance ของจีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมา เมื่อ 2018-08-02 ได้มีการควบรวมกิจการกับบริษัทจีนอีกบริษัทหนึ่งซึ่งทำธุรกิจคล้ายกัน แต่ไปบุกตลาดที่อเมริกาก่อนหน้าแล้ว คือ Musical .ly (งานนี้ ByteDance จ่ายไปพันล้านดอลลาร์) คราวนี้ก็เลยใหญ่เบ้อเริ่ม ทำตลาดในจีนด้วยแบรนด์ โต่วอิน และตลาดทั่วโลกนอกเมืองจีนด้วยแบรนด์ ติ๊กต็อก (นับถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการโหลดติ๊กต็อกไปใช้มากกว่าสองพันล้าน!)

Morning Consult ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับบริษัททางด้านเทคโนโลยีต่างๆทั่วโลก ได้จัดอันดับสำหรับปี 2020 ให้ ติ๊กต็อก อยู่อันดับ รองจาก Zoom (เพราะต้องใช้การประชุมหรือการเรียนแบบออนไลน์กันเยอะ) และ Peacockจากค่าย NBC (เพราะคนอยู่บ้าน ไม่รู้จะทำอะไรก็ดูหนังฟังเพลงกันไป)

แต่ในเมืองไทยและอีกหลายประเทศ ติ๊กต็อกขึ้นอันดับหนึ่งของฟรีแอปที่มีการดาวน์โหลด

ติ๊กต็อก ใช้สร้างคลิปวีดีโอแบบสั้นๆ ไม่เกินนาที บางทีก็สามนาที ประมาณเพลงหนึ่งพอดี สำหรับการร้องรำทำเพลง เต้น ตลก หรือเพื่อการศึกษาก็มี

จุดเด่นของติ๊กต็อกคือ สามารถนำเอาคลิปต้นแบบ มาร้องทับ หรือที่เรียกว่า ลิปซิงค์ หรือเอาแต่เสียงมา แล้วถ่ายคลิปตัวเองเต้น หรือเอาภาพต้นแบบมา remix ใหม่ หรือเร่งให้เร็ว ลดให้ช้า ทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะเรียกร้องความสนใจ เด็กๆและวัยรุ่นจึงชอบมาก มีไอเดียกระฉูดอย่างไรใส่ได้เต็มที่ บรรดาดาราและคนดังๆก็ยังตามมาเล่นด้วยเช่น Jennifer Lopez และ Will Smith

มีสจ๊วตท่านหนึ่งในบ้านเรา (ใช้ชื่อ skylebae) พอโควิดมา ธุรกิจการบินทรุด ว่างจัด เลยเพิ่งจะมาเล่นติ๊กต็อก ทั้งที่สมัครไว้นานแล้ว เพราะมองว่าเป็นเรื่องของเด็ก เล่นเพื่ออะไร เล่นทำไม เขิน แต่พอเริ่มเล่นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว แค่เดือนเดียวยอดสาวกหรือผู้ติดตาม (follower) เป็นหมื่นคนเลยทีเดียว เพราะเป็นคนชอบเต้น เอาเพลง How to love ที่กำลังดังของศิลปินที่มาแรงมาทำ ต่อมาเขาเอาเพลงของศิลปินรุ่นคุณแม่มาทำบ้าง แต่ไม่ work

เขาจึงมีข้อแนะนำสำหรับคนจะทำติ๊กต็อก "ให้ปัง" (สำนวนคนรุ่นใหม่) ว่า…

1. ต้องเลือกศิลปินที่เป็นกระแส

2. เลือกเพลงเริ่มดัง (เขาใช้คำว่า "ใช้ track ที่ติด trend") ตอนคนเริ่มเล่น ต้องรีบเข้าไปเล่น

3. ใช้แฮชแท็ก (เป็นข้อความตั้งชื่อที่แอปจะช่วยแยกเรื่องหรือรวมพวก) ให้เหมาะสม คือถ้าไปตั้งชื่อที่ไม่เกี่ยวเนื่อง หรือคนละเรื่องไปเลย ใครจะมาดูล่ะ

4. ทำคลิปให้มีคุณภาพ ลิปซิงค์ปากให้ตรงที่สุด เล่นให้เต็มที่ ซ้อมเต้นให้เป๊ะ ซ้อมแล้วซ้อมอีก หลายๆเทค

น่าสนุกนะ.

ถ้านึกดูดีๆจะพบว่า สามก๊ก ไม่ใช่อยู่แค่เมืองจีน แต่เป็นสามก๊กกันทั้งโลก ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องดีหรือไม่ดี เรื่องผลประโยชน์ การค้า กีฬา หรือสงคราม ที่ไม่ได้มีเพียงสองกลุ่ม สองก๊ก แต่จะมีก๊กที่สาม หรือกลุ่มที่สาม อยู่ด้วยเสมอ

ถ้าสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จะมีฝ่ายที่สาม เป็นคนกลาง จัดการให้

มีผู้ชนะ ผู้แพ้ และ มีคนกลาง

มีผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์ และ คนกลาง

มีผู้ซื้อ ผู้ขาย และ ตลาดกลาง

คนกลางจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ตลอด มากบ้างน้อยบ้าง

ถ้ารบกัน ประเทศเป็นกลางได้ประโยชน์ ใครขาดเหลืออะไร บอกมา

แข่งกีฬา คนจัดแข่ง เป็นคนกลาง หรือเจ้าของสนาม ได้ประโยชน์

ตลาดซื้อขาย คนขายอาจจะรวย หรืออาจจะเจ๊ง คนซื้อได้ของแต่เสียเงิน แค่คนที่ได้เงินตลอดคือเจ้าของตลาด

ตลาดหุ้น มีทั้งได้เงินและเสียเงิน แต่ไม่ว่าซื้อหรือขาย โบรกเกอร์ได้เงินเสมอ

แม้แต่บ่อน หรือคาสิโน ซึ่งคนได้เงินก็ได้จากคนเสียเงิน แต่คนที่มีแต่ได้คือ เจ้าของบ่อน อย่างน้อย ก็ได้ค่าต๋ง

เราอาจจะเรียกค่าต๋งว่า เป็นค่าดำเนินการก็ได้

ความจริง นิทานโบราณของไทยเราก็มี หลายคนคงจำกันได้ คือเรื่อง "ตาอิน กับ ตานา" ไงครับ

คนที่ได้ประโยชน์ตลอด คือ ตาอยู่ ถ้าสามารถเป็นคนกลาง คือสร้างตลาดได้

ปัจจุบัน ตลาดระดับโลก คือ อินเตอร์เน็ต

ถ้าใครอยากดูคลิป - เปิดอินเตอร์เน็ต

ถ้าใครอยากถ่ายคลิปให้ดัง - โพสต์ในอินเตอร์เน็ต

คนกลางที่จัดการคือ ...

ติ๊กต็อกไงครับ - เป็นตาอยู่ ยุคอินเตอร์เน็ตครองโลก ๏๛

  ... @_@ ...
วัชระ นูมหันต์
2021-05-30

 

ประวัติแว่นตา

️ พูดถึงเรื่องแว่นตาในอนาคตไปแล้ว ก็ขอย้อนกลับมาสรุปรวมพูดถึงแว่นตาในอดีตและปัจจุบันเสียด้วย จะได้ครบๆ

มนุษย์ชาติเรา มีพัฒนาการอย่างโดดเด่นแต่ในเรื่องสมอง ส่วนประสาทสัมผัสของคนเราสู้สัตว์ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น หรือการชิมรส

อย่างลูกตาของคนเรา ก็มีทั้งสายตาสั้น สายตายาว จนต้องมีการใช้แว่นช่วย

แว่นตา จึงมีประวัติมายาวนานมาก ย้อนไปได้ถึงยุคกรีก หรือโรมันโน่นเลยทีเดียว

ยุคแรกของการใช้อุปกรณ์ช่วยในการอ่าน คือ "หินอ่านหนังสือ" (reading stone) ซึ่งเป็นหินใส ก้อนกลมๆ เมื่อวางลงไปบนกระดาษ จะขยายตัวอักษรให้โตและอ่านได้ง่ายขึ้น เพราะมันทำหน้าที่เป็นเลนส์นูน ซึ่งมีการเขียนบรรยายใน "เลนส์ของปโตเลมี" (Ptolemy's Optics) เมื่อประมาณปี 1021 (ครบพันปีมาแล้วพอดี)

ต่อมา แทนที่จะเอาแว่นไปติดตัวหนังสือ ก็เอามาติดลูกตาแทน ยุคแรกยังไม่มีขาแว่นเกี่ยวหู ต้องใช้มือจับ และเนื่องจากเรามีสองตา จึงต้องทำเลนส์สองอัน ลองนึกถึงแว่นขยายที่มีมือจับแบบนั้นแหละครับ แต่ถ้าจะใช้สองมือจับ แต่ละข้าง ก็จะไม่มีมือเหลือจับหนังสืออ่าน จึงเอาด้ามจับแว่นมาติดกันแล้วยึดด้วยหมุด เลยกลายเป็น "แว่นหมุด" (rivet spectacles) ขยับไปมาได้แบบกรรไกร บางทีจึงเรียกว่า "แว่นกรรไกร" (scissors-glasses)

แว่นที่ว่านี้ เวลาเก็บก็หุบให้แว่นมาซ้อนกัน เวลาใช้ก็กางให้แว่นพอดีกับลูกตา จุดหมุนปลายด้ามแว่นก็จะไปอยู่ตรงกลางหน้าผาก ใช้มือข้างหนึ่งจับไว้ มืออีกข้างก็กางหนังสืออ่าน - ทุลักทุเลดี

อีกแบบหนึ่ง เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "lorgnettes" รูปร่างเหมือนแว่นตาที่เราคุ้น แต่ไม่มีขาแว่นเกี่ยวหู แต่มีที่จับหรือด้ามยาวๆ ต่อลงมาจากขอบแว่นข้างหนึ่ง ต้องใช้วิธีเอามือจับด้าม เพื่อยกแว่นขึ้นไปทาบลูกตา

ก็ยังต้องใช้มือข้างหนึ่งอยู่ดี

ต่อมา Girolamo Savonarola นักบวชชาวอิตาเลียน ได้แนะนำว่า ควรจะหาริบบิ้นมาผูกแว่น แล้วรัดกับหัว แล้วสวมหมวกทับ เพื่อให้แน่น มือจะได้เป็นอิสระทั้งสองมือ ไม่ต้องคอยมาจับแว่น

ราวๆปี 1727 จึงมีการออกแบบให้มีขาแว่นไปเกี่ยวหู ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลงานของ Edward Scarlett หมอตาชาวอังกฤษ

วิวัฒนาการที่ช่วยการมองนั้น นอกจากการใช้เลนส์เพื่อรวมแสงหรือกระจายแสงให้เห็นชัดขึ้น ก็ยังมีการกรองแสงที่มากไป เช่นแว่นกันแดด

แว่นกันแดดที่เก่าแก่มากนั้น มีใช้กันมานานในกลุ่มชาวไอนุท (Inuit) ซึ่งอยู่ท่ามกลางหิมะ ที่มีแสงสะท้อนจากแดดจัดจ้ามาก พวกเขาใช้เขี้ยวของตัววอลรัส (walrus ivory) เอามาฝนให้แบนๆ แล้วเซาะร่องแคบๆยาวๆตรงกลาง สำหรับมองผ่าน ทำให้ช่วยลดแสงได้มาก

กล่าวกันว่า จักรพรรดิเนโร (emperor Nero) แห่งกรุงโรม ชื่นชอบดูการประลองสู้กัน (gladiator) โดยใช้มรกต (emerald) ในการมอง แต่มรกตมันไม่ใส มองผ่านไม่ได้ คงใช้วิธีขัดผิวให้เรียบให้เหมือนกระจก แล้วมองแสงสะท้อน ก็ช่วยลดแสงลงได้เหมือนกัน

นอกจากการใช้วิธีลดปริมาณแสงลงดังกล่าว ซึ่งแสงยังคงมีความถี่อยู่ครบ ยังมีมีอีกวิธีคือการตัดความถี่อื่นของแสงออกไปให้เหลือแต่เพียงความถี่ของแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งน่าจะเป็นแว่นกันแดดที่ดีกว่า

ในปี 1913 William Crookes ได้สร้างแว่นกันแดดที่สามารถกั้นแสงยูวีได้ 100และกรองแสงอินฟราเรดได้ 90% โดยการผสมธาตุ cerium ลงไปในแก้วที่ใช้ทำเลนส์

แว่นตาที่กั้นแสงยูวีที่ทำลายดวงตาได้นั้น สำคัญมาก มีคำเตือนว่า การสวมแว่นดำที่ไม่กันยูวีเลยนั้น อันตรายมาก ไม่สวมแว่นเลยเสียอีกยังจะดีกว่า เหตุผลก็คือ แสงที่เข้าดวงตาน้อยลงจากแว่นดำ จะทำให้ม่านตาขยายกว้างขึ้น รับแสงยูวีมากขึ้นไปอีก

แว่นกันแดดทั่วไปจะเป็นประเภท ใช้ก็ดี ไม่ใช้ก็ได้ (คือเป็นบวก กับเป็นศูนย์) แต่มีแว่นอีกประเภทหนึ่งที่การใช้นั้นบางกรณีก็ดี บางกรณีก็ไม่ดี (คือเป็นบวก กับเป็นลบ) นั่นคือแว่นโพลาลอยด์

ที่จริงโพลาลอยด์ ไม่ได้กันแดด แต่มันกันแสงสะท้อน เพราะมันเป็นฟิล์มโพลาลอยด์ใสๆ ที่กรองให้คลื่นแสงแนวเดียวเท่านั้นที่ผ่านไปได้ แสงสะท้อนแนวอื่นจึงผ่านไม่ได้

นักถ่ายรูปมืออาชีพจึงมักจะมีฟิลเตอร์โพลาลอยด์ไว้ติดหน้ากล้องเมื่อต้องการจะตัดแสงสะท้อนในการถ่ายรูป เช่นถ่ายผ่านผนังกระจกที่กั้น หรือถ่ายปลาในน้ำโดยตัดแสงสะท้อนที่ผิวน้ำออกไป

ถ้าเอาฟิล์มโพลาลอยด์ไปปิดบนแว่นกันแดด เราก็จะได้แว่นกันแดดแบบโพลาลอยด์

วิธีเช็คว่าเป็นแว่นโพลาลอยด์จึงทำได้ง่ายๆด้วยการนำแว่นโพลาลอยด์สองอันมาซ้อนกัน เมื่อหมุนอันหนึ่งไป 90 องศา คือตั้งฉากกัน แว่นจะมืด เพราะแสงผ่านไม่ได้

การใช้แว่นกันแดดแบบโพลาลอยด์จึงช่วยได้มากเวลาขับรถย้อนแสงอาทิตย์ เพราะมันจะช่วยตัดแสงสะท้อนจากผิวถนน ทำให้มองชัดขึ้น

แต่ในบางกรณีที่ไม่เหมาะกับการใช้แว่นโพลาลอยด์ ก็คือการขับเครื่องบินครับ พวกนักบินเขาจึงไม่ใช้กัน เนื่องจากว่า เขาไม่มีถนนให้มอง แต่จะต้องมองเกจ์วัดต่างๆมากกว่า ซึ่งเมื่อมองผ่านโพลาลอยด์ฟิล์ม อาจจะเห็นไม่ชัด (ลองสวมแว่นโพลาลอยด์แล้วดูจอมือถือดูสิครับ มันกวนลูกตามากเลย)

ต่อมา การใช้แว่นตาเริ่มเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ถนอมสายตา หรือช่วยในการมองเห็น ก็มีการใช้แว่นตาในการตกแต่งใบหน้า หรือเป็นแฟชั่นด้วย เลนส์จึงไม่จำเป็น มีเพียงแค่พลาสติกใสๆเท่านั้น คือเน้นตรงกรอบแว่น ที่หนักไปกว่านั้นคือ บางทีสวมแต่กรอบแว่นเฉยๆ เป็นแว่นตาไม่มีเลนส์ (Lensless glasses) ซึ่งเริ่มฮิตในญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 แล้วซาไป แต่กลับมาบูมในจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันแทน

สังเกตนะครับว่า แว่นที่มีแต่กรอบดังกล่าว ฮิตในชนชาติที่ตาไม่มีเล่าเต๊ง (ตาชั้นเดียว) จึงพยายามหาเครื่องตกแต่งมาครอบดวงตาด้วยแว่น

มีเรื่องแปลกแต่จริงอย่างหนึ่ง คือ มีการห้ามสวมแว่นในบางที่ แว่นกันแดดน่ะ พอเข้าใจได้ เพราะแม้แต่ธนาคารเขายังไม่ยอมให้ใช้ แต่ห้ามแม้แต่แว่นสายตานี่ ไม่น่าเชื่อ ใครที่มีปัญหาทางสายตาก็ต้องหาทางแก้ ใส่คอนแทคเลนส์เอาเอง ถ้าให้ถอดแป๊บเดียวเพื่อดูใบหน้าที่แท้จริงอย่างเช่นตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ไปอย่าง แต่นี่ห้ามตลอดเวลาที่ทำงานเลย - ใช่แล้วครับ ที่ทำงานของบริษัทญี่ปุ่นบางแห่ง (และคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า บางแห่งบังคับใส่รองเท้าส้นสูงด้วย)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สายการบินในประเทศ และบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจความงาม ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ประมาณปี 2018 สาวๆในญี่ปุ่นก็เริ่มรณรงค์ต่อต้านกันเป็นขบวนการ (#MeToo movement) มีผลเลยไปถึงเกาหลีใต้ด้วย กล่าวคือ มีสาวคนหนึ่ง ช้อคคนดู ด้วยการสวมแว่นตาอ่านข่าวในทีวี (เราคงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา)

เรื่องนี้ ไม่ได้ช้อคแค่คนดู แต่ทำให้สายการบินในประเทศของเกาหลีใต้ต้องทบทวนกฎระเบียบใหม่ ยอมให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องสวมแว่นตาได้

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องห้ามสวมแว่นตาขณะปฏิบัติหน้าที่

เรื่อง "ห้ามสาวสวมแว่น" นี้คงไม่ต้องบินไปถามไกลถึงญี่ปุ่น หรือเกาหลี เพราะตอนนี้ไปยาก เนื่องจากโควิดระบาด แต่ถามเอาในบ้านเราก็ได้ครับ เพราะ ...

แคดดี้ที่สนามกอล์ฟบ้านเรา ก็ห้ามสวมแว่นตาเหมือนกันครับ ๏๛

  ... @_@ ...
วัชระ นูมหันต์
2021-05-23

 

แว่นตาอัจฉริยะ

️ เมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมา (2021-03-09ทางห้องทดลองความสมจริงของเฟสบุ๊ค (Facebook Reality Labs: FRL) ได้ออกข่าวเกี่ยวกับ "ยุคใหม่ของอุปกรณ์ที่คนเราจะใช้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์" (The Next Era of Human-Computer Interaction) มีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว

ลองจินตนาการถึงสังคมโลกที่ผู้คนต้องการสวมแว่นตาเก๋ไก๋เบาสบาย มากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ และสามารถที่จะติดต่อพูดคุยกับคนรอบข้างที่เป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง เฉกเช่นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่อยู่ในสังคมก้มหน้า ที่ดูแต่มือถือหรือโลกดิจิตอล โดยไม่สนใจใครทั้งนั้น

เปล่าครับ ไม่ใช่การโยนมือถือทิ้ง แล้วกลับไปอยู่ในวิถีชีวิตของโลกใบเก่า แต่เป็นการรวมเอาโลกดิจิตอล กับโลกจริงเข้ามาไว้ด้วยกัน

นั่นคือสิ่งที่ เฟสบุ๊ค กำลังซุ่มทำวิจัยอยู่ - เขากำลังทำแว่นตาอัจฉริยะครับ

ไม่ว่าจะเรียกว่าแว่นอัจฉริยะ หรือแว่นวิเศษ มันก็คือ แว่นตาเออาร์ (AR glasses)

AR (augmented reality) เป็นระบบที่เสริมโลกของความจริงด้วยดิจิตอล


คงจำกันได้ถึงเกมยอดฮิตในอดีต ที่เอากล้องมือถือไปไล่จับตัวโปเกมอนตามสถานที่ต่างๆ อันเป็นการผสมผสานโลกจริงกับโลกดิจิตอลเข้าด้วยกัน

นักวิจัยวาดฝันไว้ว่า ไม่ว่าผู้สวมแว่นวิเศษหรือแว่นตาเออาร์นี้จะอยู่ที่ไหน ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (artificial intelligence: AI) จะช่วยสำรวจข้อมูลรอบๆตัวเรา และเราจะเห็นเป็นข้อมูลแบบสามมิติ ที่เราเห็นคนเดียว (เพราะสวมแว่นอยู่)

ขณะเดียวกันกับที่ แว่นสร้างภาพจากโลกดิจิตอลให้เราเห็นนั้น แว่นตาก็ยังคงเป็นแว่นตาที่ภาพของโลกจากความเป็นจริงก็ยังคงมาเข้าสู่ตาเราตามปกติ ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนการมองแต่จอมือถือ

สิ่งที่ดูน่าทึ่ง เมื่อคุ้นชิน อาจจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เช่น คอมพิวเตอร์ในสมัยก่อน มีแต่แป้นพิมพ์ กับจอภาพ พอทีมงานของ Doug Engelbart ประดิษฐ์เม้าส์ขึ้นมาในปี 1968 ผู้คนก็ฮือฮา

แต่เดี๋ยวนี้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

เรื่องแว่นอัจฉริยะนี่ก็เหมือนกัน

วาดฝันตอนนี้ อาจจะนึกว่าเป็นหนังไซไฟ แต่ต่อไปจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

เช่นจินตนาการโลกอนาคตว่า เราเดินเข้าไปในร้านกาแฟ เพื่อจะได้นั่งทำงานสักนิดหน่อย เราสวมแว่นตาเออาร์ (AR glasses) สวมอุปกรณ์วัดความเคลื่อนไหวข้อมือ (soft wristband) และมีหูฟังชนิดพิเศษ (special in-ear monitors: IEMs) ที่มีระบบตัดเสียงรบกวน (noise cancellation)

ผมขอเรียกระบบทั้งหมดว่า "ผู้ช่วย" ก็แล้วกัน

เมื่อเดินเข้าประตูร้าน ผู้ช่วยก็ถามว่า "อยากฟัง podcast ยอดนิยมล่าสุดไหม" เราก็ขยับนิ้วเพื่อ "play"

พอเข้ามาในร้าน ผู้ช่วยก็ถามว่า "จะให้สั่งอเมริกาโนอย่างเคยไหม" แต่ตอนนี้ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะกินกาแฟ ก็เลยขยับนิ้ว "no"

พอมานั่งที่โต๊ะ แทนที่จะดึง laptop ขึ้นมาทำงาน ก็หยิบถุงมือระบบสัมผัส (haptic gloves) ออกมาแทน

เมื่อเปิดใช้งาน จอและแป้นพิมพ์เสมือนจริงก็จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นผ่านแว่นวิเศษของเรา (คนอื่นไม่เห็น) เราก็เคาะโต๊ะ พิมพ์งาน (ผ่านถุงมือ) เรื่อยไป โดยคนอื่นก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงเราเคาะโต๊ะ เพราะเสียงรบกวน (noise) ในร้านดังกลบหมด

แต่เสียงรบกวนในร้านก็ไม่ได้ทำให้เราเสียสมาธิ เพราะหูฟังของเรามีตัวตัดเสียงรบกวน(noise cancellation)

และเมื่อพนักงานในร้านเดินมาเพื่อให้บริการ เราก็สามารถพูดคุยได้ตามปกติ แม้จะกดเสียงรบกวนเบื้องหลังออก ก็สามารถเพิ่มเสียงคู่สนทนาขึ้นมาได้ (beamforming) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ขณะที่กำลังพูดคุยกับพนักงานอยู่ มีเพื่อนโทรเข้ามาพอดี "ผู้ช่วย" ก็จะช่วยรับสายแทน และส่งต่อไปที่ voicemail เพื่อจะได้ไม่ขัดขวางการสนทนา

และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปรับลูก ตามที่เราตั้งเตือนไว้ ก็จะมีข้อความเตือนโผล่ขึ้นมาบนจอในแว่นของเรา (คนอื่นไม่เห็นอีกนั่นแหละ) ก็สามารถไปรับลูกได้ทันเวลา

เป็นไงครับ ฉากชีวิตธรรมดาในโลกอนาคตของคนเมือง

เบื้องหลังการสร้างระบบดังกล่าวว่าจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเชื่อมต่อที่สำคัญ (AR interface) หัวหน้าทีมวิจัยคือ Sean Keller ที่จะต้องนำเอา นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักประสาทวิทยา และด้านอื่นๆอีก รวมห้าคนมาช่วยกันแก้ปัญหา

เพราะการสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงานมีหลายอย่าง เช่น การทำไม้ทำมือ การสั่งด้วยเสียง การเลือกเมนูโดยเพียงแค่มอง เทคโนโลยีการตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกตา ทางเลือกอีกอย่างที่น่าสนใจ คือ สัญญาณไฟฟ้าจากเส้นประสาท หรือ electromyography (EMG) โดยการใช้ตัวรับสัญญาณ EMG ที่ข้อมือ และเป็นไปได้ที่ว่า แค่คิดจะกระดิกนิ้ว สัญญาณมันก็ไปแล้ว ยังไม่ทันกระดิกนิ้วจริงๆเลย

ฝันเฟื่องกันดีจริงๆ

ฝันต่ออีกหน่อยละกัน โดยยังไม่ต้องหลับนี่แหละ เช่น จินตนาการถึงการประชุมทางธุรกิจ โดยสวมแว่นวิเศษนี้ แล้วข้อมูลสถิติต่างๆที่ต้องการก็จะปรากฏขึ้นมาเอง หรือสวมแว่นนี้ให้ช่วยบอกทางเวลาเดินไปไหนมาไหน หากขึ้นเครื่องเดินทางไปต่างประเทศ ก็ช่วยแปลความหมายตามป้ายสัญญาณต่างๆให้ หรือลืมกุญแจรถไว้ที่ไหนก็บอกได้ สารพัดเลย จนบางทีนึกไม่ถึงว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง อาการนี้ก็เหมือนกับการถามคนสมัยก่อนปี 1967 ว่า เม้าส์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ทำอะไรได้บ้าง ประมาณนี้เลยละครับ

และคงเป็นคำถามที่คุณครูชอบเรียกว่าเป็นคำถามปลายเปิด คือ มีจินตนาการได้ไม่สิ้นสุด แต่ถ้ามีขึ้นมาแล้ว ต้องใช้คำของนักพากย์ที่แปลการขายของทางทีวี ที่อุทานว่า "โอ้! จอร์จ มันยอดมาก !!" ๏๛

  ... @_@ ...
วัชระ นูมหันต์
2021-05-16

 







Copyright © 2013 All Rights Reserved.